วิพากษ์ข้อเขียน “พระมหานรินทร์ นรินฺโท” 

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นกรณี “ข้อเขียน” ของ พระมหานรินทร์ นรินฺโท วัดลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา กรณีที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คพช. และคำสั่งนั้นลงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีความว่า

ผมอ่านเว็บไซต์ The Buddha ที่มีผู้แชร์มาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ มีพาดหัวข่าวว่า พระมหานริทร์!! ซัด “ยุ่งตายห่า” ฆราวาสปกครองพระ??

เนื้อหาเป็นการวิจารณ์คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๖๘

ผมไม่ทราบว่าเนื้อหาทั้งหมดท่านพระมหานรินทร์เขียนเองหรือท่านผู้อื่นเขียน แต่ไม่เป็นไร ใครเขียนก็ไม่มีปัญหา เพราะผมไม่ติดใจตัวบุคคล แต่ติดใจเฉพาะข้อความที่เขียน

ขอสวมวิญญาณตามที่มีผู้สวมให้ผมว่า “หมอนี่ดีแต่เที่ยวจับผิดชาวบ้าน” คือมีข้อความบางตอนในเว็บไซต์หรือในโพสต์นั้น ที่ผมเห็นว่าควรทำความเข้าใจ

จุดที่ ๑ ข้อความที่เขียนเป็นดังนี้ 

คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา (คพช.) ซึ่งก่อกำเนิดในวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๘  โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา

ข้อควรทำความเข้าใจก็คือ คพช. เกิดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๖๘ ระเบียบฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

ตามความเข้าใจของผม คำว่า “ก่อกำเนิด” หมายถึงเกิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ หมายความว่ามีระเบียบรองรับให้มีขึ้นได้อย่างเป็นทางการ

ตามความเข้าใจเช่นนี้ คพช. ควรจะก่อกำเนิดในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ อันเป็นวันที่ระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้

ส่วนวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ ตามที่อ้างนั้น เมื่อตามไปตรวจสอบดูก็ปรากฏว่า เป็นวันที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี และในที่ประชุมวันนั้นคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ แต่ยังไม่มีระเบียบหมายความว่า คพช. ยังไม่ได้เกิด

คพช. มีสิทธิ์เกิดตั้งแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ อันเป็นวันที่ระเบียบมีผลบังคับใช้

แต่ตัวบุคคลที่ประกอบเข้าเป็น คพช. มาปรากฏตัวให้สังคมเห็นจริง ๆ ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ อันเป็นวันที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งคำสั่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คพช. และคำสั่งนั้นลงวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙

สรุปว่า ตัวบุคคลที่ประกอบเข้าเป็น คพช. เกิดจริง ๆ ตั้งแต่วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙

แต่ทั้งนี้ ถ้าคำว่า “ก่อกำเนิด” หมายความเพียงว่า “เกิดแนวความคิดที่จะให้มี คพช.” ถ้าหมายความอย่างนี้ ที่เขียนไว้ในโพสต์นั้นก็พอนับได้ว่าถูก

จุดที่ ๒ ข้อความที่เขียนเป็นดังนี้ 

การมาของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนา จึงดูเหมือนว่าจะมาถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่ง อยากเห็นคณะกรรมการชุดนี้แสดงฤทธิ์ สมดังสมญานาม “เจ็ดอรหันต์” ที่ว่าคัดเฉพาะโคตรเซียนในวงการข้าราชการไทย ให้มาช่วยงานวัด ปัดกวาดวัดวาอารามที่รกเรื้องรุงรุงมานาน พระสังฆราชท่านชราภาพแล้ว อายุยืนถึง 100 ปี เป็นคนแก่คนหนึ่ง ย่อมไม่สามารถจะดูแลสังฆมณฑลไทยได้ทั่วถึง จึงต้องมีผู้ช่วย

ผมติดใจตรงข้อความที่ว่า “พระสังฆราชท่านชราภาพแล้ว … เป็นคนแก่คนหนึ่ง ย่อมไม่สามารถจะดูแลสังฆมณฑลไทยได้ทั่วถึง”

ที่ติดใจก็คือ เรายังคิดกันอยู่อย่างนี้หรือ?  การดูแลสังฆมณฑลไทยนั้น เป็นหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชแต่เพียงพระองค์เดียวหรือ? กรรมการมหาเถรสมาคมอีก ๒๐ รูป ไม่มีหน้าที่ในการดูแลสังฆมณฑลไทยด้วยดอกหรือ?

ว่ากันตามหลักการบริหารแล้ว มหาเถรสมาคมคือหน่วยบริหารกิจการพระพุทธศาสนา กรรมการมหาเถรสมาคมทั้งหมดตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชในฐานะประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ไปจนถึงกรรมการมหาเถรสมาคมรูปสุดท้าย มีหน้าที่ในการดูแลสังฆมณฑลไทยร่วมกัน โดยมีพระสังฆาธิการทั้งหลายทั้งปวงที่มีตำแหน่งอยู่ในสังฆมณฑลไทยเป็นผู้ขับเคลื่อน

เท่านี้ก็เพียงพอ-หรือเกินพอด้วยซ้ำไป-ในอันที่จะบริหารงานพระศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมจะต้องมี คพช. อีกด้วยเล่า?

ถ้าจะตั้งคำถาม ต้องถามมาตั้งแต่วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ อันเป็นวันที่สังคมรู้กันว่ามีผู้คิดที่จะให้มี คพช. ไม่ใช่มาถามเอาวันนี้

วันนี้-และตั้งแต่วันนี้ไป-เป็นวันที่พวกเราจะต้องช่วยกันจับตาดูให้ดีว่า กรรมการ คพช. เป็นกันเข้ามาแล้วทำอะไรบ้างที่เป็นการคุ้มครองพระพุทธศาสนา คือเป็นเพื่อทำงานไม่ใช่เป็นเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่า ฉันเป็น

จุดที่ ๓ ข้อความที่เขียนเป็นดังนี้ –

ที่น่าแปลกใจก็คือ มีการใช้ “พระราชกิจจานุเบกษา” เป็นที่ประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ด้วย โดยให้มีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากันกับพระบรมราชโองการเลยทีเดียว ก็เลยทำให้มองเห็นว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีกับพระบรมราชโองการ มีฐานะเท่าเทียมกันในราชกิจจานุเบกษา  ความข้อนี้ค่อนข้าง “แรง” ทีเดียว-เอาคำสั่งนายกฯ ไปเทียบกับพระบรมราชโองการ

แต่ผู้เขียนข้อความนี้ควรศึกษาดูระเบียบที่ว่าด้วยงานของราชกิจจานุเบกษาให้ชัดเจนว่า ราชกิจจาฯ มีหน้าที่ลงประกาศเรื่องอะไร เรื่องประเภทไหน

ผมตามไปดูแล้วครับ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล … เรื่องการติดตั้งบ่อดักไขมันบำบัดน้ำเสียในอาคาร … ก็ลงประกาศในกิจจานุเบกษาครับ

นี่แปลว่า เอาข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลไปเทียบกับพระบรมราชโองการ อย่างนั้นหรือ?

เปิดพจนานุกรมให้ดูเป็นเบื้องต้นเลยนะครับ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -ราชกิจจานุเบกษา : (คำที่ใช้ในกฎหมาย) (คำนาม) สิ่งพิมพ์ของทางราชการที่จัดให้มีขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อเป็นที่ประกาศข้อมูลข่าวสารของทางราชการที่ประสงค์จะให้ประชาชนได้ทราบ เช่น กฎหมาย ประกาศคนล้มละลาย การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท.
เข้าใจหน้าที่ของราชกิจจานุเบกษาแล้วนะครับ

Leave a Reply