เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงพิธีเฉลิมฉลองการได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ของ สมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก วัดสามพระยา พระอารามหลวง ว่า รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ อันเป็นการเชิดชูพระพุทธศาสนาและสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศ
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ของสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก นับเป็นเหตุการณ์สำคัญของวงการคณะสงฆ์ไทย เพราะในอดีตท่านเคยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเงินทอนวัด จนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและถูกถอดถอนสมณศักดิ์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนมีคำพิพากษาถึงที่สุดในหลายคดี และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คืนสมณศักดิ์ พร้อมให้ถือว่าไม่เคยถูกถอดถอนสมณศักดิ์และราชทินนามมาก่อน ก่อนจะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหลักนิติธรรม ความยุติธรรม และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพระพุทธศาสนา
“การสถาปนาสมณศักดิ์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเป็นเกียรติแก่พระเถระรูปหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พุทธศาสนิกชนว่า เมื่อกระบวนการยุติธรรมพิสูจน์ข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ที่ได้รับความเป็นธรรมย่อมได้รับการฟื้นฟูเกียรติยศและศักดิ์ศรีอย่างสมพระเกียรติ” ดร.ณพลเดช กล่าว
อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยว่า การนำเสนอข่าวสารหรือการกล่าวหาบุคคลที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ เพราะหากภายหลังข้อเท็จจริงปรากฏแตกต่างจากที่เคยรับรู้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และศรัทธาของประชาชน อาจยากที่จะฟื้นคืนได้
พร้อมกันนี้ ขอฝากถึง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการมหาเถรสมาคม ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกกรณีที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม หากพบว่ามีบุคคลใดกระทำความผิดตามกฎหมาย หรือจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน หากพระภิกษุหรือผู้เกี่ยวข้องรายใดได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว ก็ควรได้รับการฟื้นฟูสิทธิ ศักดิ์ศรี และการเยียวยาที่เหมาะสมตามกฎหมาย
ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีพระสงฆ์และผู้เกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดบางส่วนที่ยังอยู่ระหว่างการรอการพิจารณา การฟื้นฟูสิทธิ หรือการคืนความเป็นธรรม จึงอยากให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการภายใต้หลักนิติธรรมและความเสมอภาค เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้รับการฟื้นฟูสถานะและเกียรติยศโดยเร็ว อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชนและสังคมไทย
ดร.ณพลเดช กล่าวอีกว่า การจัดพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะบรรลุธรรม เป็นพระอริยสาวกองค์แรก และทำให้พระรัตนตรัยครบองค์เป็นครั้งแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการมรดกโลกขององค์การยูเนสโกได้มีมติขึ้นทะเบียน แหล่งพุทธศาสนสถานโบราณเมืองสารนาถ (Ancient Buddhist Site of Sarnath) เป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ถือเป็นการยืนยันคุณค่าของพระพุทธศาสนาในระดับนานาชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก
“ผมหวังว่าเหตุการณ์สำคัญทั้งสองเรื่อง ทั้งการสถาปนาสมณศักดิ์ของสมเด็จพระมหาวชิรคุณดิลก และการที่สารนาถได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ยึดมั่นในพระธรรมวินัย หลักนิติธรรม และความยุติธรรม เพื่อให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงทั้งในประเทศไทยและในเวทีโลก สมดังเจตนารมณ์แห่งวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระธรรมจักรได้เริ่มหมุนไปสู่มวลมนุษยชาติ” ดร.ณพลเดช กล่าวปิดท้าย

Leave a Reply