เจาะลึก!! กฎกระทรวงใหม่ พศ. ล้ำเส้น พ.ร.บ.พระปริยัติธรรมหรือไม่??

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นมาใหม่  แวดวงคน “พระปริยัติธรรม” ตั้งข้อสังสัยถึงภารกิจของ “กองพุทธศาสนศึกษา”  ว่ากฎกระทรวงใหม่ดังกล่าว “ล้ำเส้น” พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 หรือไม่ เนื่องจากกฎกระทรวงปี 2569 กำหนดให้กองพุทธศาสนศึกษามีบทบาทเกี่ยวกับการ “ควบคุม ดูแล” การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ขณะที่พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรมปี 2562 กำหนดบทบาทหลักของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไว้ แค่ การส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน เป็นเพียง “สำนักงานเลขานุการ “ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

“Thebuddh” ขอนำบทความการตั้งข้อสังเกตจาก “นักวิชาการ” พระพุทธศาสนาท่านหนึ่ง เพื่อส่งเสียงไปยังบุคลากรของพระปริยัติธรรม อันประกอบด้วย สำนักแม่กองบาลี สำนักแม่กองธรรม และุบุคลากรในแวดวงโรงเรียนพระปริยัติธรรม ร่วมกันตั้งข้อสังเกต พร้อมทั้งคำถาม 5 ประเด็น ถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดังนี้

กฎกระทรวงใหม่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กับเส้นแบ่งอำนาจการศึกษาพระปริยัติธรรม ประเด็นที่ควรได้รับคำชี้แจงเพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติงาน  บทความแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตโดยสุจริต เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม

การประกาศใช้กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2569 เป็นการปรับโครงสร้างและกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้สอดคล้องกับภารกิจในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเฉพาะอำนาจหน้าที่ด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเฉพาะบทบาทของกองพุทธศาสนศึกษา ยังมีบางถ้อยคำที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานในวงการศึกษาพระปริยัติธรรมเกิดข้อสงสัยว่า ขอบเขตการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามกฎกระทรวงฉบับใหม่สัมพันธ์กับพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 อย่างไร

ข้อสงสัยดังกล่าวมิได้หมายความว่า กฎกระทรวงฉบับใหม่ขัดต่อพระราชบัญญัติ หรือมีผู้ใดจงใจก้าวล่วงอำนาจของคณะสงฆ์ หากเป็นคำถามเกี่ยวกับการตีความและการแบ่งหน้าที่ ซึ่งควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจน เพื่อให้ส่วนราชการ องค์กรการศึกษาของคณะสงฆ์ สำนักเขต โรงเรียน และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน

พระราชบัญญัติปี 2562 วางบทบาทของแต่ละฝ่ายไว้อย่างไร

พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ได้กำหนดโครงสร้างการบริหารการศึกษาพระปริยัติธรรมไว้อย่างเป็นระบบ

กฎหมายกำหนดให้มีคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ทำหน้าที่สำคัญ เช่น

(1) กำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษา

(2) กำหนดมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพ

(3) ควบคุม ดูแล และกำกับการจัดการศึกษา

(4) การอนุมัติหลักสูตร

(5) กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคล

(6) ออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้แม่กองบาลีสนามหลวง แม่กองธรรมสนามหลวง และประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานการศึกษาพระปริยัติธรรมแต่ละแผนก

สำหรับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มาตรา 14 กำหนดให้เป็นหน่วยงานกลางในการส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานการศึกษาพระปริยัติธรรม รวมทั้งเป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ ทำหน้าที่ด้านธุรการ สนับสนุนงานวิชาการ ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ และปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ ส่วนผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรมด้วย

โครงสร้างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมมิได้อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการ ผู้รับผิดชอบการศึกษาแต่ละแผนก คณะสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เหตุใดคำว่า “ควบคุม ดูแล” จึงทำให้เกิดข้อสงสัย

กฎกระทรวงปี 2569 กำหนดให้กองพุทธศาสนศึกษามีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม ดูแลงานวิชาการพระพุทธศาสนา การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และรับผิดชอบงานการศึกษาของคณะสงฆ์

คำว่า “ส่งเสริม” “สนับสนุน” และ “ประสานงาน” สอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามพระราชบัญญัติปี 2562 อย่างเห็นได้ชัด

ส่วนคำว่า “ควบคุม ดูแล” อาจตีความได้หลายระดับ

หากหมายถึงการติดตาม ตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล และสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย มาตรฐาน หลักเกณฑ์ หรือมติของคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ก็อาจเป็นบทบาทที่สอดคล้องกับฐานะหน่วยงานกลางและสำนักงานเลขานุการ

แต่หากมีการตีความว่ากองพุทธศาสนศึกษาสามารถกำหนดนโยบาย มาตรฐาน หลักเกณฑ์ หรือสั่งการองค์กรการศึกษาของคณะสงฆ์ได้โดยตนเอง ก็อาจเกิดความซ้ำซ้อนกับอำนาจของคณะกรรมการและผู้รับผิดชอบการศึกษาแต่ละแผนกตามพระราชบัญญัติ

ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงมิใช่การกล่าวว่าถ้อยคำดังกล่าวผิดกฎหมาย แต่คือการขอให้ “พศ.” ธิบายว่า คำว่า “ควบคุม ดูแล” ในทางปฏิบัติมีขอบเขตเพียงใด และเรื่องใดต้องอยู่ภายใต้นโยบาย มติ หลักเกณฑ์ หรือการมอบหมายของคณะกรรมการ

ถ้อยคำที่ใกล้เคียงกับกฎกระทรวงปี 2557

เมื่อเปรียบเทียบอำนาจหน้าที่ของกองพุทธศาสนศึกษาในกฎกระทรวงปี 2557 กับกฎกระทรวงปี 2569 พบว่ามีถ้อยคำและโครงสร้างเนื้อหาหลายส่วนที่ใกล้เคียงกัน

กฎกระทรวงปี 2557 เคยกำหนดให้กองพุทธศาสนศึกษามีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุม ดูแล จัดการศึกษาวิชาการพระพุทธศาสนา การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และรับผิดชอบงานการศึกษาของคณะสงฆ์

นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดทำระบบประกันคุณภาพ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร การนิเทศ ติดตาม และประเมินผล

กฎกระทรวงปี 2557 ประกาศใช้ก่อนพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ดังนั้น เมื่อมีการจัดทำกฎกระทรวงฉบับใหม่ในปี 2569 จึงเป็นเรื่องที่สังคมและผู้ปฏิบัติงานสามารถตั้งคำถามได้โดยสุจริตว่า ได้มีการทบทวนถ้อยคำเดิมให้สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจตามพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 อย่างไร

จากเอกสารที่ผู้เขียนมีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า ผู้จัดทำกฎกระทรวงมิได้พิจารณาพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรมพ.ศ.2562 หรือมิได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น

การจะสรุปเช่นนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารประกอบการเสนอร่าง รายงานการประชุม ความเห็นของหน่วยงาน และคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

สิ่งที่บทความนี้ต้องการเสนอจึงมิใช่ข้อกล่าวหาว่า มีการนำข้อความเดิมมาใช้โดยไม่ตรวจสอบ แต่เป็นคำถามว่า

เมื่อโครงสร้างทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปแล้ว พศ. มีหลักการตีความและกำหนดเส้นแบ่งอำนาจตามถ้อยคำเดิมไว้อย่างไร?

กฎกระทรวงใหม่ล้ำเส้นพระราชบัญญัติหรือไม่

จากตัวบทที่มีอยู่ ยังไม่ควรสรุปโดยทันทีว่า กฎกระทรวงปี 2569 ล้ำเส้นหรือขัดต่อพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562

กฎกระทรวงสามารถตีความให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติได้ หากการปฏิบัติหน้าที่ของกองพุทธศาสนศึกษาเป็นไปในลักษณะดังต่อไปนี้

  • ดำเนินงานในฐานะฝ่ายเลขานุการและหน่วยงานสนับสนุน

  • ปฏิบัติตามนโยบาย มาตรฐาน และหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ

  • จัดทำข้อมูล ระบบ หรือเครื่องมือทางวิชาการตามกรอบที่ผู้มีอำนาจกำหนด

  • ประสานงานระหว่างส่วนราชการ คณะสงฆ์ และสถานศึกษา

  • ติดตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการหรือผู้มีอำนาจ

  • ปฏิบัติงานตามที่กฎหมายหรือคณะกรรมการมอบหมาย

แต่เนื่องจากถ้อยคำบางคำมีความหมายกว้าง การมีแนวทางปฏิบัติหรือคำชี้แจงที่ชัดเจนจึงมีความจำเป็น เพื่อป้องกันการตีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

คำถามเรื่อง “การล้ำเส้น” จึงอาจยังไม่มีคำตอบเพียงจากการอ่านกฎกระทรวง แต่ต้องพิจารณาว่า เมื่อบังคับใช้จริงแล้ว พศ. ใช้อำนาจในลักษณะใด และมีมติ คำสั่ง หลักเกณฑ์ หรือการมอบหมายจากองค์กรตามพระราชบัญญัติรองรับหรือไม่

เงินอุดหนุน: ข้อสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน

นอกจากข้อสงสัยเรื่องถ้อยคำในกฎกระทรวงแล้ว ผู้เขียนยังได้รับการสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานบางส่วนในสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนดำเนินงานด้านเงินอุดหนุนในปีงบประมาณปัจจุบัน

ตามข้อมูลที่ได้รับ ในปีงบประมาณที่ผ่านมา สำนักเขตเคยมีบทบาทเกี่ยวกับการรวบรวม ตรวจสอบ หรือดำเนินงานด้านเงินอุดหนุนบางรายการ เช่น

  • เงินค่าจัดการศึกษา

  • เงินค่ายานพาหนะ

  • เงินค่าอุปกรณ์การเรียน

  • เงินอุดหนุนที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนและสถานศึกษา

ส่วนในปีงบประมาณปัจจุบัน มีข้อมูลว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หรือ พศจ. เข้ามามีบทบาทดำเนินการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังไม่มีเอกสารทางราชการครบถ้วนเพียงพอที่จะสรุปว่า เป็นการโอนอำนาจจัดสรรเงินทั้งหมดจากสำนักเขตไปยัง พศจ. หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนหน่วยเบิกจ่ายและตรวจสอบเอกสารทางการเงิน

สองกรณีนี้แตกต่างกัน

หาก พศจ. เพียงรับงบประมาณ ตรวจสอบเอกสาร และเบิกจ่ายตามรายชื่อหรือวงเงินที่ผู้มีอำนาจกำหนดไว้แล้ว ก็อาจเป็นการปรับกระบวนการทางการเงินให้เป็นไปตามระบบราชการ

แต่หาก พศจ. มีอำนาจกำหนดวงเงิน เพิ่ม ลด ระงับ หรือตัดสินสิทธิของสถานศึกษา ก็จำเป็นต้องมีคำชี้แจงว่า อำนาจดังกล่าวมาจากกฎหมาย ระเบียบ มติ หรือคำสั่งมอบอำนาจฉบับใด

บทความนี้จึงมิได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการดึงหรือยึดอำนาจของสำนักเขต แต่เห็นว่าควรมีการชี้แจงบทบาทของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือความขัดข้องในการทำงาน

เงินอุดหนุนมีผลต่อผู้เรียนโดยตรง

เงินอุดหนุนมิใช่เพียงเรื่องของหน่วยงานหรือเอกสารทางราชการ แต่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโรงเรียน พระภิกษุ สามเณร ครู บุคลากร วัด และชุมชน

หากระบบใหม่ช่วยให้การเบิกจ่ายรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระปริยัติธรรม

แต่หากการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการส่งเอกสารซ้ำ ข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่ตรงกัน หรือเกิดความล่าช้าในการเบิกจ่าย ก็ควรมีระบบติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว

ประเด็นจึงไม่ควรอยู่ที่ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ถืออำนาจมากกว่า แต่ควรพิจารณาว่า ระบบใดทำให้เงินถึงสถานศึกษาและผู้เรียนได้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง และทันเวลา

ฝากคำถาม 5 ประเด็นถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

1. ความสอดคล้องกับกฎหมายแม่บท

กฎกระทรวงปี 2569 ยังคงกำหนดให้กองพุทธศาสนศึกษามีบทบาทเกี่ยวกับการ “ควบคุม ดูแล” การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ขณะที่พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 กำหนดบทบาทหลักของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไว้ในด้านการส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน เป็นสำนักงานเลขานุการ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

พศ. มีแนวทางอธิบายขอบเขตของคำว่า “ควบคุม ดูแล” ให้สอดคล้องกับอำนาจของคณะกรรมการและผู้รับผิดชอบการศึกษาแต่ละแผนกอย่างไร?

2.กระบวนการจัดทำกฎกระทรวง

ในการนำถ้อยคำที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกฎกระทรวงปี 2557 มาใช้ในกฎกระทรวงปี 2569 ได้มีการทบทวนผลจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 และโครงสร้างอำนาจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

หน่วยงานและองค์กรการศึกษาของคณะสงฆ์ได้มีส่วนร่วมให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นในกระบวนการดังกล่าวในรูปแบบใดบ้าง?

3.การสนับสนุนองค์กรการศึกษาของคณะสงฆ์

การปรับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับเงินอุดหนุนมากขึ้น มีวัตถุประสงค์และผลที่คาดว่าจะได้รับอย่างไร?

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้องค์กรการศึกษาของคณะสงฆ์และสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านใดบ้าง?

4.การประสานความเชี่ยวชาญระหว่างหน่วยงาน

พศ. มีแนวทางประสานงานระหว่าง พศจ. ซึ่งมีความรู้ด้านระเบียบราชการ การเงิน และการเบิกจ่าย กับสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งมีข้อมูลด้านวิชาการ ผู้เรียน สถานศึกษา และสภาพของพื้นที่อย่างไร?

จะมีกลไกใดช่วยป้องกันการทำงานซ้ำซ้อน ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือความล่าช้าที่อาจกระทบต่อสถานศึกษาและผู้เรียน?

5.ทิศทางของสำนักเขตการศึกษาในอนาคต

ภายหลังการปรับโครงสร้างและกระบวนการด้านเงินอุดหนุน พศ. วางบทบาทและเป้าหมายระยะยาวของสำนักเขตการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาไว้อย่างไร?

สำนักเขตจะมีบทบาทด้านการวางแผน รับรองข้อมูล กลั่นกรองความต้องการ นิเทศ ติดตาม และพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาในระบบใหม่อย่างไร?

บทส่งท้าย

การตั้งคำถามต่อกฎหมายและนโยบายของหน่วยงานรัฐเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบราชการ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการศึกษาของพระภิกษุและสามเณร รวมทั้งงบประมาณของรัฐ

บทความนี้มิได้มีวัตถุประสงค์กล่าวหาว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้บริหาร หรือเจ้าหน้าที่รายใดกระทำผิดกฎหมาย ละเลยหน้าที่ หรือมีเจตนาลดทอนบทบาทของคณะสงฆ์

ข้อเสนอทั้งหมดเป็นการเปรียบเทียบตัวบทกฎหมาย ตั้งข้อสังเกตต่อผลที่อาจเกิดขึ้น และขอคำชี้แจงเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจและแนวทางปฏิบัติ

หาก พศ. มีข้อมูล เอกสาร หรือคำชี้แจงที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง ผู้เขียนยินดีนำเสนอคำชี้แจงดังกล่าวอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม รวมทั้งพร้อมแก้ไขข้อมูลส่วนใดที่ปรากฏภายหลังว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน

เป้าหมายสำคัญมิใช่การโต้แย้งว่าใครควรมีอำนาจมากกว่า แต่คือการทำให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และทำให้งบประมาณกับการสนับสนุนต่าง ๆ ถึงสถานศึกษาและผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุจากผู้เขียน

บทความนี้จัดทำขึ้นจากการศึกษากฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2557 กฎกระทรวงฉบับปี 2569 พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 และข้อมูลที่ได้รับจากผู้ปฏิบัติงานบางส่วน

ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านเงินอุดหนุนยังควรได้รับการตรวจสอบกับหนังสือสั่งการ หลักเกณฑ์ คำสั่งมอบอำนาจ และคำชี้แจงอย่างเป็นทางการของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอีกครั้ง

ผู้เขียนยินดีรับฟังและเผยแพร่คำชี้แจงจากทุกฝ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นสำคัญ..

Share:

Leave a Reply