ชีวิต!!..ลิขิตกรรม

369 Views

 โดย..ประสิทธิ์ แสงทับ ป.ธ. ๙.

ชีวิตทุกชีวิตที่โลดแล่นบนโลกใบนี้ที่มีบทบาทให้แสดง สุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป คิดให้ดี ต้องไม่ใช่เป็นความบังเอิญแน่นอน  ล้วนมีเบื้องหลังทั้งนั้น ทำไมคนหนึ่งเกิดอยู่ไกลแสนไกลต้องได้มาพบกัน แต่งงานอยู่ด้วยกัน  ทำไมคนเราไม่เคยพูดคุยกันเลยพอเห็นหน้ากันก็รู้สึกไม่ชอบขี้หน้ากัน ตรงกันข้ามไม่เคยพบเจอกันมาก่อนพอเจอกันก็รักผูกพันกันมากแล้วแต่งงานกัน คิดให้ดี ไม่ใช่ความบังเอิญแน่นอน  ทางพุทธศาสนาเรียกว่า “ ปุพเพกตบุญญตา” คือ ได้เคยทำบุญร่วมกันมาก่อน จึงมีเหตุการณ์เช่นนี้

ของดีจากชาดกวันนี้  จะขอเล่าเรื่องบุพกรรมพระเถระตาบอด เพราะบุพกรรมในอดีตตามมาสนองผล ชื่อว่า พระจักขุบาล เริ่มเรื่องปัจจุบันแล้วพุทธองค์จึงจะนำอดีตกรรมมาตรัสเล่า ดังนี้ พระเถระเป็นลูกเศรษฐี มีน้องชายคนหนึ่ง วันหนึ่งได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์กัณฑ์อนุบุพพิกถา แล้วหันมาพิจารณาว่า บุตรและธิดาก็ดี โภคสมบัติก็ดี ตามเราผู้ไปสู่ปรโลกไม่ได้ แม้สรีระก็ไปกับตัวไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรของเราด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวชดีกว่า แล้วท่านก็บวชในสำนักพระพุทธเจ้า อยู่กับอาจารย์ครบ ๕ พรรษา คิดว่า

มือและเท้าของเราทรุดโทรมไปเพราะชรา    ว่าไม่ฟัง

เมื่อชราครอบงำเรี่ยวรางเราก็อ่อนล้า  จักประพฤติธรรมอย่างไรได้.

บวชภายชราจะเรียนคันถธุระเป็นเรื่องยาก จักบำเพ็ญวิปัสสนาให้สมบูรณ์ แล้วกราบลาพระศาสดาพาภิกษุ ๖๐ รูปออกเดินทาง ๑๒๐ โยชน์ไปอยู่ปลายแดนตำบลใหญ่แห่งหนึ่ง อาหารขบฉันเป็นสัปปายะ ในพรรษาท่านคิดว่า ขึ้นชื่อว่าอบายทั้ง ๔ เป็นเหมือนเรือนของตัวเองแห่งคนผู้ประมาทจึงถือการปฏิบัติเคร่งครัดด้วยเนสัชชิกังคธุดงค์ คือ ถือการนั่งเป็นวัตร ไม่ยืน เดิน นอน ตลอดพรรษา เดือนต้นผ่านไป ท่านบำเพ็ญสมณธรรมตลอดราตรีทั้งสิ้น  จนเกิดโรคในดวงตา ลมเสียดแทงดวงตา น้ำตาไหลออกจากตาทั้ง ๒ ข้าง เหมือนสายน้ำอันไหลออกจากหม้ออันทะลุ หมอได้หุงน้ำมันส่งไปถวายให้ท่านหยอดรักษาดวงตา ปกติหยอดครั้งเดียวก็หาย  เพราะท่านถือนั่งปฏิบัติ ยาหยอดตาจึงไม่มีผลกับท่านด้วยท่านคิด ว่า  ท่านมีอายุแล้ว จะเห็นแก่ดวงตามากกว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้  ในสังสารวัฏที่ยาวไกลที่ใครๆรู้ไม่ได้  และพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ล่วงไปหลายร้อยหลายพันพระองค์แล้ว   พระพุทธเจ้าแม้แต่พระองค์เดียวก็พ้นความตายไปไม่ได้  ตัวเราตั้งใจว่าจักไม่นอน จนตลอด ๓ เดือนภายในฤดูฝนนี้  แม้ จักษุของเราฉิบหายเสียหรือแตกเสียก็ตามเถิด เราจงทรงแต่พระพุทธศาสนาไว้  จะไม่เห็นแก่จักษุ และได้
ได้ภาษิตคาถาประพันธ์ว่า

        “..ดวงตาที่เราถือว่าของเราจงเสื่อมไปเสีย  หูก็จง 
                เสื่อมไปเสีย กายก็จงเป็นเหมือนกันอย่างนั้น แม้สรรพสิ่ง

            อาศัยกายนี้ ก็เสื่อมไปเสียเถิด แต่เราจะไม่ประมาทในวัฏฏะ..”  

พอมัชฌิมยามล่วงแล้ว ทั้งดวงตา ทั้งกิเลส ของท่านแตกดับพร้อมกัน ไม่ก่อนไม่หลังกว่ากัน ท่านเป็นพระอรหันต์สุกขวิปัสสก  พออกพรรษา ภิกษุ ๖๐ รูปลาพระเถระไปเฝ้าพระพุทธเจ้า น้องชายท่านส่งเณรหลานชายมาปรนนิบัติท่าน และให้พาหลวงลุงกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด สามเณรไปพบพระเถระพร้อมบอกว่า ลุงและญาติๆ ต้องการเห็นหลวง นิมนต์หลวงลุงกลับบ้านเกิดเถิดขอรับ  พระเถระรับคำและออกเดินทาง โดยให้สามเณรจับปลายไม้เท้าจูงไปจนถึงตำบลบ้านเกิดชื่อ สังกัฏฐะ ช่วงระหว่างทางสามเณรได้ยินเสียงหญิงเก็บฟืนร้องเพลง ก็ปล่อยไม้เท้าจากไป พระเถระเข้าใจได้ถึงการกระทำนั้นและเกิดเรื่องอะไร  ธรรมดาว่า ไม่มีเสียงอื่นที่สามารถแผ่ไปทั่วสรีระของบุรุษทั้งหลายเหมือนเสียงหญิง  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า๑- “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้สักอย่าง อันจะยึดจิตของบุรุษตั้งอยู่ เหมือนเสียงหญิง นะภิกษุทั้งหลาย” เมื่อสามเณรกลับมาท่านพูดว่า สามเณรเธอศีลวิบัติแล้ว ธุระที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเราไม่ต้องมี  สามเณรได้ลาสิกขา แล้วชวนพระเถระกลับบ้าน  พระเถระบอกเธอว่า  หลานชาย คฤหัสถ์ชั่วก็ดี สมณะชั่วก็ดี ก็ชั่วทั้งนั้น  เธอแม้ตั้งอยู่ในความเป็นสมณะแล้ว ไม่อาจทำศีลให้บริบูรณ์ เป็นคฤหัสถ์จักทำความดีงามชื่ออะไรได้  ธุระด้วยการที่คนชั่วเช่นเธอจับปลายไม้เท้าของเรา ไม่ต้องมีไม่มีอีกแล้ว “ท่านผู้เจริญ หนทางมีอมนุษย์ชุมและท่านก็เสียจักษุ จักอยู่ในที่นี้อย่างไรได้”
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า “ผู้มีอายุ เธออย่าได้คิดอย่างนั้นเลย, เราจะนอนตายอยู่ ณ ที่นี้ก็ดี จะนอนพลิกกลับไปกลับมา ณ ที่นี้ก็ดี ขึ้นชื่อว่าการไปกับเธอไม่มี”  ครั้นว่าอย่างนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

                                   “เอาเถิด เราแม้มีจักษุบอดแล้ว มาสู่ทาง 
                         ไกลกันดาร นอนอยู่ก็ช่างเถิด จะไม่ไป เพราะความ 
                         เป็นสหายกับชนพาลย่อมไม่มี .”

            สามเณรสำนึกบาปว่า “ โอ้ เราทำกรรมหนัก ไม่สมควรหนอ”  กอดแขนคร่ำครวญ แล้ววิ่งเข้าราวป่า ไป

เพราะเดชแห่งศีลของพระเถระ  บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ ของท้าวสักกเทวราช ยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ มีสีดุจดอกชัยพฤกษ์ มีปกติยุบลงในเวลาประทับนั่ง และฟูขึ้นในเวลาเสด็จลุกขึ้น แสดงอาการร้อนทรงดำริว่า ใครหนอจะยังเราให้เคลื่อนจากสถานนี้แล้ว ทรงเล็งลงมา ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเถระด้วยทิพยจักษุ ได้ทราบว่า พระเถระองค์นี้ ติเตียนคนบาป เลี้ยงชีพบริสุทธิ์หนักในธรรม ยินดีในศาสนา ถ้าเราจักไม่ไปสำนักของท่านศีรษะของเราพึงแตก ๗ เสี่ยง  เราจักไปสำนักของท่านบัดนี้ ได้อาสาถือปลายไม้เท้าพระเถระโยย่อพื้นปฐพีถึงพระเชตวันในเพลาเย็นวันนั้น เพราะฤทธ์ของท้าวสหัสเนตร ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทรงสิริของ เทวราช ย่นย่อหนทางนั้น จึงพลันเสด็จมาถึงเมืองสาวัตถีได้เร็ว มหาเมฆตั้งขึ้น  ฝนตกในปฐมยาม หยุดในมัชฌิมยาม เป็นอัศจรรย์

ภิกษุทั้งหลายที่เฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามว่า พระเถระจักขุบาลมีนัยน์บอดเพราะเหตุอะไร ได้ทรงนำอดีตประวัติพระเถระมาตรัสเล่าดังนี้ อดีตกาลพระจักขุบาลเป็นหมอยาประกอบเวชกรรมรักษาดวงตาในคามนิคม วันหนึ่งได้พบหญิงจักขุทุรพล คนหนึ่ง รับประกอบยารักษาโดยหญิงนั้นสัญญาว่า  หากทำดวงตา ให้กลับเป็นปกติได้หญิงนั้นกับบุตรและธิดาจักยอมเป็นทาสีของหมอ  จึงได้ประกอบยาให้หยอด ดวงตากลับเป็นปกติ ด้วยยาเพียงขนานเดียวเท่านั้ น  หญิงนั้นคิดกลับคิดจะลวงหมอ ด้วยเกรงจะเสียค่ารักษาตามที่ได้สัญญาไว้ และเขาจักไม่เรียกเราด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เมื่อหมอมาถามได้ ตอบว่า  เมื่อก่อน ดวงตาของข้าพเจ้าปวดน้อย เดี๋ยวนี้ปวดมากเหลือเกิน
หมอคิดว่าหญิงนี้ประสงค์ลวงเราแล้วไม่ให้อะไร ความต้องการของเราด้วยค่าจ้างที่หญิงนี้ให้แก่เรา มิได้มี  เราจักทำเขาให้จักษุมืดเสียเดี๋ยวนี้  กลับไปเรือน ประกอบยาขนานหนึ่งแล้วไปพบหญิงนั้น บอกให้หยอดยาขนานนี้  ดวงตาทั้งสองข้างของนางได้ดับวูบเหมือนเปลวไฟ เพราะกรรมที่ทำนี้ หมอนั้นได้กลับมาเกิด เป็นเถระจักขุปาล                แล้วพระศาสดาได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย กรรมที่พระเถระได้ทำแล้วในกาลนั้น ติดตามเธอไปข้างหลังๆ  บาปกรรมนี้ย่อมตามผู้ทำไป เหมือนล้ออันหมุนตามรอยเท้าโคพลิพัท ที่เขาเทียมเกวียนบรรทุกสินค้าไปอยู่” 
ครั้นตรัสเรื่องนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาประพันธ์เป็นคำสอน ว่า

“..มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา  มโนเสฏฺฐา มโนมยา

มนสา เจ ปทุฏฺเฐน        ภาสติ วา กโรติ วา

จกฺกํว วห  ปทํ.        ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่สำเร็จแล้วด้วยใจ

ถ้าบุคคลมีใจร้าย พูดอยู่ก็ดีทำอยู่ก็ดี, ทุกข์ย่อมไปตามเขา

เพราะเหตุนั้นดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ผู้นำแอกไปอยู่ฉะนั้น..”

            จากเรื่องนี้ ลองคิดดูเถิดว่าชีวิตคนเราทุกคนที่โลดแล่นอยู่บนโลกใบนี้ ล้วนเป็นไปตามกรรมที่พวกเราทำมาแต่อดีตชาติ พระพุทธศาสนาจึงสอนให้พวกเราหมั่นทำความดีไว้ให้มาก กรรมร้ายก็จะค่อยคลายผลร้ายลงประดุจน้ำเกลือในถังน้ำหากเราเติมน้ำเปล่า ลงไปเรื่อยๆ ความเค็มของน้ำในถังนั้นก็จะค่อยๆลดน้อยลงๆและเป็นน้ำจืดไปในที่สุด ขอให้ทุกคนโชคดี และสั่งสมกรรมดีต่อไป

………………………

Leave a Reply