พม.จับมือ มจร ประชุมใหญ่องค์กรพระธรรมทูต 5 ทวีป ร่วมบูรณาการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างแดน

วันที่ 1 มิถุนายน 2569  ณ หอประชุม มวก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  พระพรหมโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการพระธรรมทูตสายต่างประเทศ 5 ทวีป และพระธรรมทูตนานาชาติ ระหว่างวันที่ 1–2 มิถุนายน 2569  โดยมี พระพรหมวัชรธีราจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รองอธิการบดี คณบดี  ตัวแทนองค์กรพระธรรมทูต 5 ทวีป พระธรรมทูต ผู้เข้าอบรมพระธรรมทูตรุ่นที่ 31 พร้อมด้วยตัวแทนศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมสัมมนา

พระพรหมโมลี  ได้กล่าวตอนหนึ่งว่า  การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้พระธรรมทูตสายต่างประเทศ ตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 31 ซึ่งปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้กลับมาพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในด้านความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่เผชิญในแต่ละภูมิภาค โดยการประชุมยังมุ่งสร้างความสามัคคีในหมู่พระธรรมทูตทุกยุคทุกสมัย ผ่านกิจกรรมกลุ่มย่อยและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้พระธรรมทูตรุ่นพี่ได้ให้คำแนะนำ สนับสนุน และส่งต่อประสบการณ์แก่พระธรรมทูตรุ่นใหม่ที่จะออกไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ

วันนี้ถือว่าเป็นความเจริญของพระพุทธศาสนา และของพระสงฆ์ที่มีเครือข่ายเกิดขึ้นด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นของพระสงฆ์  พระสงฆ์จะมีเสน่ห์ได้มันต้องศึกษาพระธรรมวินัย เนื่องจากพระธรรมวินัยจะส่งผลให้พระภิกษุมีความสงบ ความเสงี่ยมเรียบร้อย และที่พระเรามีวินัยนี่แหละจะส่งผลให้สังคมรู้ว่าสังคมพระเราอยู่กันอย่างไร พระธรรมวินัย คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือความจริง ความจริงเป็นสังคมต้องการทั้งทางโลกและทางพระธรรมวินัย ขออนุโมทนากระทรวงการพัฒนาสังคมและพัฒนาของมนุษย์ที่มาร่วมกับขับเคลื่อนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยจับมือกับองค์กรพระธรรมทูต พร้อมกับพัฒนาหลักสูตรอบรม ซึ่งการร่วมการทำงานนี้ไม่ถือว่าเป็นการแซกแซง แต่ถือว่าร่วมกันช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ด้วยกัน..

พระพรหมวัชรธีราจารย์  ได้กล่าวรายงานว่า ในนามของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่รวมพลังพระธรรมทูตจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมกำหนดทิศทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความร่วมมือด้านพระพุทธศาสนา สังคมสงเคราะห์ และการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ

“ตามที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับ สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตได้จัดอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศขึ้น ตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้การกำกับของสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ผ่านมาแล้ว จำนวน 31 รุ่น และมีผ่านการอบรม เป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ออกไปปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาอยู่ทั่วโลก จำนวนทั้งสิ้น 2,719  รูป การจัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ที่รวมพลังพระธรรมทูตสายต่างประเทศจากทั้ง 5 ทวีป และพระธรรมทูตนานาชาติในประเทศไทยมาก่อน การจัดงานในครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกประวัติศาสตร์ ว่าด้วยการดำเนินงานโครงการเสริมพลังวัดพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ระหว่างฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำไปสู่การลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 4  เมษายน 2568  เพื่อสร้างหุ้นส่วนทางสังคม (Social Partnership) สู่การจัดสวัสดิการที่ยั่งยืนต่อไป..”

พระสิทธิวัชรบัณฑิต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า สำหรับความคาดหวังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ คือการรวบรวมบทเรียนจากพระธรรมทูตรุ่นพี่ที่ทำงานในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันตลอดหลายทศวรรษ เพื่อนำมาพัฒนาทิศทางการเผยแผ่ พระพุทธศาสนาในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสื่อสมัยใหม่ เข้ามามีบทบาทต่อการสื่อสารกับผู้คนทั่วโลก  “พระธรรมทูตรุ่นใหม่จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของรุ่นพี่ ทั้งเรื่องความท้าทาย แนวทางการปรับตัว และวิสัยทัศน์การทำงานร่วมกันในอนาคต เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและความเข้มแข็งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา”

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การประชุมสัมมนาพระธรรมทูตสายต่างประเทศ 5 ทวีปและพระธรรมทูตนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างพระธรรมทูตทั่วโลกกับหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายผลการดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์ การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

“กระทรวงพัฒนาสังคม ไม่สามารถทำงานฝ่ายเดียวได้ จึงจำเป็นของความร่วมมือจากคณะสงฆ์ในการเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในต่างประเทศ รวมทั้งศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ ซึ่งปัจจุบันพลเมืองไทยอาศัยอยู่ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 1.6 ล้าน และหลายวัดได้ดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว เช่น เรื่องการฌาปนกิจศพ เรื่องการนำกระดูกกลับบ้านหรือแม้กระทั้งเรื่องการช่วยเหลือให้ที่พักพิง การช่วยเหลือในลักษณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีเครือข่ายในการเยียวยาทั้งด้านกายภาพและด้านจิตใจ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้..”

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการผลงานพระนักสื่อสารสังคม การนำเสนอผลงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนการฉายวีดิทัศน์ผลงานของพระธรรมทูตและเครือข่ายพระนักสื่อสารจากนานาประเทศ  การประชุมสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพพระธรรมทูตให้สามารถปฏิบัติภารกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างวัดไทยในต่างประเทศ ชุมชนชาวไทย และองค์กรนานาชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายแห่งสันติภาพ คุณธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านการสื่อสารยุคดิจิทัล การใช้สื่อออนไลน์เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการขับเคลื่อนงานพระธรรมทูตให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ทั่วโลก อันจะนำไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งของพระพุทธศาสนาไทยบนเวทีนานาชาติ

Leave a Reply