บันทึกตอนที่ 1 คดีเงินทอนวัดสระเกศ ฯ เสียงลึกลับขอเงิน 30 ล้านเคลียร์คดี??

บันทึกที่ ๑  บันทึกเมื่อ ณ วันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ตรงกับวันศุกร์ ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒

นับแต่วันที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยไม่ได้รับการประกันตัว ผ่านมาถึงวันนี้   นับโดยปี ได้ ๑ ปี นับโดยเดือน ได้ ๑๒ เดือน นับโดยวัน ได้ ๓๖๕ วัน 

จึงอยากบันทึกบางเรื่องราวที่เกิดขึ้นไว้เป็นส่วนหนึ่งของช่วงชีวิต

เช้ามืดของวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบหลายร้อยนาย เข้าปิดล้อมวัดสำคัญในกรุงเทพมหานคร คือ วัดสัมพันธวงศ์ เพื่อจับกุม พระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา)  วัดสามพระยา เพื่อจับกุม พระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) และ พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) วัดสระเกศ เพื่อจับกุม พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขโข)พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี คำมา)  พระครูสิริวิหารการ (สมจิตร จันทร์ศรี)พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด วงศ์ชะอุ่ม) พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม สังฆะพัฒน์)นายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์วัดสระเกศ

และยังได้จับกุมผู้รับจ้างผลิตสารคดีเผยแพร่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน ๑๓๐ ตอน ซึ่งผลิตเพื่อออกรายการทางทีวีช่องเนชั่น ๒๒ ประกอบด้วย นายธีระพงศ์ พันธุ์ศรี, นางสาวนุชรา สิทธินอก และนางสาวฑัมม์พร นิพนธ์พิทยา

ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พบตัวพระพรหมเมธี วัดสัมพันธวงศ์ เนื่องจากท่านได้เดินทางหลบหนีออกไปยังประเทศเยอรมนีก่อนหน้านี้แล้ว

วัดสระเกศ ไม่พบตัวพระพรหมสิทธิ และ พระราชอุปเสณาภรณ์ เนื่องจากวันนั้น ทั้งสองรูปไม่ได้อยู่วัด

คงจับกุมได้เพียง ๕ รูป คือ พระพรหมดิลก และพระอรรถกิจโสภณ วัดสามพระยา, พระราชกิจจาภรณ์, พระศรีคุณาภรณ์ และพระครูสิริวิหารการ วัดสระเกศ สำหรับพระราชกิจจาภรณ์นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจไปรับตัวออกมาจากโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ในฐานะพระภิกษุ นับเป็นประสบการณ์แรก ที่ถูกจับพิมพ์ลายนิ้วมือ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาด้วยข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงว่า เป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา

     “มือที่เคยประนมขึ้นสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น บูชาคุณพระรัตนตรัย ได้กลายเป็นมืออาชญากรที่เป็นภัย ต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ผู้สร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรงไปได้อย่างไร..”

ได้รับฟังจากคำบอกเล่าว่า ขณะนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามพิมพ์ลายนิ้วมือพระพรหมดิลก แต่ไม่ติด คงเพราะพระผู้เฒ่าเก้ ๆ กัง ๆ แม้จะจับมือท่านขยี้แรง ๆ กับแท่นหมึกแล้วกดลงไปที่กระดาษประวัติอาชญากรซ้ำหลายครั้งก็ยังไม่ติดทั่วทุกนิ้ว ตำรวจคนดังกล่าวดูหงุดหงิด จึงลุกออกจากห้องไปโทรศัพท์คุยกับใครบางคนอยู่พักหนึ่งแล้วกลับเข้ามาพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้ง จึงพิมพ์ติด

ในวันนั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คนใด หรือเจ้าคณะผู้ปกครองรูปใด จัดการให้พระภิกษุทั้ง ๕ รูป ประกอบพิธีลาสิกขา และหรือให้กล่าวคำลาสิกขาใด ๆ หรือกระทำการด้วยวิธีใด ๆ ที่จะให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุไปได้ เป็นแต่เพียงกราบขอร้องให้เปลี่ยนชุดตามระเบียบของราชทัณฑ์

ภายหลังจากสอบปากคำ พิมพ์ลายนิ้วมือ และทำประวัติอาชญากรเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๕ รูป ออกจากกองบังคับการปราบปรามผ่านกองทัพสื่อมวลชนเดินทางไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อขออำนาจศาลฝากขัง ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าพฤติการณ์การกระทำความผิดมีลักษณะเป็นขบวนการ ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา อีกทั้ง เป็นคดีมีอัตราโทษสูง เมื่อศาลไม่ให้ประกันตัว พระภิกษุผู้ถูกกล่าวหา ต้องถอดจีวรเปลี่ยนเป็นชุดปฏิบัติธรรมสีขาว เพื่อนำตัวเข้าสู่เรือนจำ

ขณะนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหลายคนที่ตามมาสังเกตการณ์ จะเข้ามาถอดจีวร แต่ถูกนายฐิติพันธุ์ มนูจันทรัถ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์กันออกไป และห้ามไม่ให้ใครเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะในระหว่างนั้นเป็นขั้นตอนที่อยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไปแล้ว

ก่อนเปลื้องจีวรออกจากกาย เปลี่ยนเป็นชุดขาวปฏิบัติธรรมตามที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเอาไว้ พระภิกษุ ๔ รูปได้ขอเวลาจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เพื่อให้ทุกรูปได้ร่วมกันทำสามีจิกรรมต่อพระพรหมดิลก ด้วยเสียงอันกึกก้องว่า “อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯลฯ”

        “แม้จะถูกลอกผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกาย

ก็ยังไม่ใช่ถูกลอกหนัง ถูกพรากผ้ากาสาวพัสตร์ผืนเก่าไป

       ก็หาผ้ากาสาวพัสตร์ผืนใหม่มาห่มได้ เรามีสิทธิ์โดยชอบ

ตามพระธรรมวินัย ใคร ๆ จะพรากสิทธิ์นั้นไปจากเราไม่ได้

      เราจะไม่ผูกเวรแก่ใคร จะถือพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง จะปฏิบัติตามวิถีทางที่พระพิมลธรรม(อาจ อาสโภ) (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์) เคยปฏิบัติมา

   -พระราชกิจจาภรณ์-  บันทึกเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้รวมตัวกันนำน้ำมาถวายและกราบขอขมา และในขณะนั้นหลวงพ่อพระพรหมดิลกได้กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ขอให้ทุกรูปปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยต้องพลอยลำบากใจ

จากนั้น ผ้ากาสาวพัสตร์ทุกรูปจึงถูกเปลื้องออกจากกาย พากันใส่ชุดขาวปฏิบัติธรรม และ “หลวงพ่อพระพรหมดิลก” ได้ปลงธรรมสังเวชว่า

ผู้ใด พรากผ้ากาสาวพัสตร์ไปจากกายพระภิกษุสงฆ์ สุดท้ายแล้ว เขาผู้นั้น จะไม่มีเสื้อผ้าใส่

มีเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกเอาไว้ตรงนี้ด้วยว่า ขณะผ้ากาสาวพัสตร์ถูกเปลื้องออกจากกาย ฟ้าก็ร้องสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นไหว เหมือนฟ้าจะสะเทือนใจ ต่อการถูกกระทำอันอยุติธรรมกับพระสงฆ์ ปานประหนึ่งจะสะเทือนถึงน้ำรองแผ่นดิน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ปานฟ้าจะถล่ม เป็นที่ขนพองสยองเกล้าต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในวันนั้น

พุทธศาสนิกชนผู้เป็นกัลยาณชน มิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ ต่างปล่อยน้ำตาให้ไหลพรากออกมา ละลายไปกับสายฝนในคืนวันนั้น

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ได้ถูกจารึกไว้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างจากเหตุการณ์ใส่คดีความครูบาศรีวิชัยและครูบาขาวปี เพื่อบีบให้พระสงฆ์ตามหัวเมืองต่าง ๆ เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๓

และไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นกับพระพิมลธรรม (อาจ) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ เนื่องจาก ในคราวนั้นเกิดเหตุการณ์พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการตั้งสังฆนายก เป็นเหตุทำให้พระผู้ใหญ่บางรูปไม่พอใจเป็นอย่างมาก นำไปสู่การวางแผนใส่ความพระพิมลธรรม ว่าเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว แต่ท่านก็ต่อสู้จนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวท่านเองได้

เหมือนเงาดำทะมึนที่ปกคลุมคณะสงฆ์อยู่ในเวลานั้น จะจางคลายไป แต่กลับกลายเป็นการเร่งเร้าระเบิดให้ปะทุเร็วขึ้น แล้วพระพิมลธรรมก็ถูกจับกุมอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ในข้อหาคอมมิวนิสต์ มีการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งข้อกล่าวหามีสาเหตุมาจากการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะการไปดูโรงงานถ่านหินที่เยอรมัน ซึ่งการเดินทางไปต่างประเทศของพระสงฆ์ ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในสายตาของผู้คนในเวลานั้น และนำการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบพองหนอ–ยุบหนอของพม่าเข้ามาสอนในประเทศไทย

และยังมีกรณีที่เกิดขึ้นกับพระเมธีรัตโนบล (พันธุ์) วัดปทุมมาลัย จังหวัดอุบลราชธานี จนต้องหนีข้ามไปมรณภาพยังฝั่งประเทศลาว อันเป็นผลพวงจากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ด้วย

ในเวลานั้น คณะสงฆ์ได้ใช้อำนาจทางบ้านเมืองเป็นเครื่องมือจัดการกับพระพิมลธรรม ดำเนินไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรง เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ กินเวลาร่วม ๒๐ ปี การเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมของพระพิมลธรรมจึงสิ้นสุดลง หลังการเสียชีวิตของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

บางท่านเส้นเลือดในสมองแตก บางท่านเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองที่มีส่วนสั่งการให้จับกุมพระพิมลธรรมในเวลานั้น ได้ทิ้งวลีสะเทือนวงการสงฆ์เอาไว้ว่า

ผมถูกพระผู้ใหญ่หลอก จึงได้ทำกรรมหนักเช่นนี้ ไม่นึกเลยว่า พระผู้ใหญ่จะใช้เล่ห์อุบายขนาดนี้ ให้หายป่วยเสียก่อน จะให้ความเป็นธรรม จะไปกราบขอขมาโทษ

 แต่วันนั้น ของผู้ใหญ่ท่านนั้น ก็มาไม่ถึง เพราะท่านล้มป่วยลงครานั้นแล้ว ก็ลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้อีกเลย  ในวาระสุดท้ายของชีวิต เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ เสด็จไปเยี่ยมอาการป่วยของท่านถึงข้างเตียง ทรงเอามือแตะศรีษะ แล้วสวดบทโพชฌงค์ให้ ในเวลานั้นเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ตามเสด็จไปด้วย หลังออกจากห้องเยี่ยมแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ (เกี่ยว) ได้ทูลถามเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชว่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง กระหม่อม สมเด็จพระสังฆราช ตรัสว่า คราวนี้คงไม่รอด

เมฆหมอกที่ปกคลุมคณะสงฆ์มากว่าสองทศวรรษ จึงเริ่มจางคลายไป เสียงแซ่ซ้องถึงอัจฉริยภาพของพระพิมลธรรมจึงเริ่มถูกกล่าวขานถึง ผู้คนก็ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบหยุบหนอ-พองหนอที่ท่านนำมาสอน แทบจะไม่มีใครรู้ว่า เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่นำความเจ็บปวดมาสู่คณะสงฆ์

แต่แล้ว ในเช้าตรู่ของวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ก็เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำขึ้นอีกครั้ง เหมือนประวัติศาสตร์เดินทับรอยเดิมของมัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครเป็นพระพรหมเมธี, พระพรหมดิลก, พระพรหมสิทธิ, พระราชอุปเสณาภรณ์, พระราชกิจจาภรณ์, พระอรรถกิจโสภณ, พระศรีคุณาภรณ์ และพระครูสิริวิหารการ เท่านั้น

ย้อนหลังกลับไป เมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ ปรากฏข่าวแพร่สะพัดว่า มีการบุกรื้อค้น สอบสวนวัดตามจังหวัดต่าง ๆ ที่รับเงินอุดหนุนไปจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่พบว่า จะมีการดำเนินคดีใด ๆ กับวัดที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนั้น จนมีชื่อวัดสำคัญปรากฏทางหน้าสื่อ

ดูเหมือนวัดตามต่างจังหวัด จะไม่ใช่เป้าหมายของการดำเนินการในครั้งนี้ แต่เป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจ ให้เกิดกระแส คำว่า เงินทอนวัด  ซึมเข้าไปอยู่ในการรับรู้ของประชาชน เพื่อให้ผู้คนเกิดความรู้สึกร่วมว่า พระสงฆ์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นพระทุจริต คดโกง เป็นพระเลว เป็นพระชั่วร้าย

เมื่อตำรวจบุกปิดล้อมวัดสัมพันธวงศ์ วัดสามพระยา และวัดสระเกศ ข่าวเงินทอนวัดตามจังหวัดต่าง ๆ ที่อึกทึกครึกโครมอยู่ก่อนหน้านี้ ก็เงียบสงบลง พลันสปอร์ตไลท์ก็ฉายจับจ้องมายัง ๓ วัดสำคัญ ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่า มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนงานของคณะสงฆ์ ทั้งในแง่การศึกษา การเผยแผ่ และการบริหารกิจการพระพุทธศาสนาอยู่ในเวลานั้น

ย้อนหลังกลับไป เหตุการณ์ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์

วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๑ มีข่าวว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีกับวัดสำคัญ ๓ วัด

ในระหว่างนั้น ได้มีโทรศัพท์จากบุคคลลึกลับโทรเข้ามายังพระราชกิจจาภรณ์ โดยอ้างชื่อต้นสังกัดหน่วยงานราชการหลักของชาติหน่วยงานหนึ่ง และอ้างชื่อบุคคลสำคัญในรัฐบาล ในขณะนั้น เพื่อขอเงินจำนวน ๓๐ ล้าน ในการเคลียร์คดี โดยอ้างว่า หน่วยงานของตนกำลังจะจัดตั้งมูลนิธิเพื่อสร้างอนุสรณ์สถานให้กับหน่วยงาน โดยมีบุคคลสำคัญในรัฐบาลเป็นประธาน จึงต้องการเงินทุนสนับสนุนเบื้องต้น  แต่พระราชกิจจาภรณ์บอกปฏิเสธ และได้มีความเพียรพยายามในการติดต่อเข้ามาอยู่หลายครั้ง ถึงอย่างนั้น พระราชกิจจาภรณ์ก็ยังปฏิเสธ และบอกไปว่า ถ้าเช่นนั้นจะนำเบอร์โทรศัพท์นี้ไปดำเนินการแจ้งความเอาไว้ ต้นทางที่มาของโทรศัพท์จึงเงียบหายไป

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ตำรวจออกหมายเรียกพระศรีคุณาภรณ์,พระครูสิริวิหารการ, พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ และนายทวิช สังข์อยู่ ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ สำนักงานวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร โดย นายตำรวจยศพันตำรวจโท และร้อยตำรวจเอกหญิง เป็นผู้นำหมายเรียกมาส่งให้ที่วัด

ส่วนนายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่คอยอำนวยความสะดวกเรื่องธุรกรรมทางการเงินของวัด ได้เดินทางไปรับหมายเรียกที่กองบังคับการปราบปรามด้วยตัวเอง

ขณะที่ พระราชอุปเสณาภรณ์ และพระราชกิจจาภรณ์ พร้อมผู้รับเหมาได้นำหลักฐานเกี่ยวกับการทำงานของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดจนการผลิตสารคดีทางพระพุทธศาสนาทั้ง ๑๓๐ ตอน ที่ออกอากาศทางช่องเนชั่นทีวี เข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สำนักงานใหญ่ (สนามบินน้ำ) นนทบุรี

ในวันนั้น เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้ทำการบันทึกถ้อยคำพระราชอุปเสณาภรณ์ และพระราชกิจจาภรณ์พร้อมรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ อย่างละเอียดไว้แล้ว

ได้ทราบข้อเท็จจริงในภายหลังว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจยศพลตำรวจโทนายหนึ่ง ได้อ้างบุคคลสำคัญเรียกเอาหลักฐานส่วนนี้จาก ป.ป.ช. ไปดำเนินการต่อ แต่ไม่เคยปรากฏเห็นหลักฐานเหล่านี้ ที่นำมาเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีเลย

 “เอกสารหายไปไหน ?”

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า ในวันเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อ ป.ป.ช. นั้น พระราชอุปเสณาภรณ์ มีกำหนดเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ เพื่อร่วมประชุมพระธรรมทูต ๔ ทวีป ในฐานะเลขานุการประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ โดยในระหว่างนั้นให้พระราชกิจจาภรณ์ประจำการอยู่วัด เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินจะได้รับมือได้ทันท่วงที เมื่อเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ได้โหลดกระเป๋าเดินทาง พร้อมทั้งผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินเข้าเกทจะไปขึ้นเครื่องบิน พระราชกิจจาภรณ์ได้โทรศัพท์สายด่วนแจ้งให้พระราชอุปเสณาภรณ์ยกเลิกการเดินทาง เนื่องจากต้องไปให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อ ป.ป.ช ดังนั้น พระราชอุปเสณาภรณ์จำเป็นต้องทิ้งกระเป่าเดินทางไว้บนเครื่องบิน ส่วนตนเองต้องหลบออกจากเกทอย่างฉุกละหุก โดยมีพี่สาวพนักงานต้อนรับผู้โดยสารห้องรับรองพิเศษคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการเส้นทางในการออกจากสนามบิน

และมีข้อมูลควรบันทึกไว้ตรงนี้ด้วยว่า ภายหลังจากที่พระราชอุปเสณาภรณ์ และพระราชกิจจาภรณ์ นำหลักฐานเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สำนักงานใหญ่ (สนามบินน้ำ) นนทบุรี แล้ว ได้รับข้อมูลจากผู้ใหญ่ที่หวังดีแจ้งมาว่า ฝ่ายปฏิบัติการมีคำสั่งในทางลับว่า “พระเริ่มรู้ตัวแล้ว ให้รีบตัดตอนดำเนินการ”    

วันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑ พระพรหมสิทธิเดินทางไปประชุมพระธรรมทูต ๔ ทวีป ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมคณะทำงานของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยก่อนหน้านี้ ได้มอบหมายให้ พระมหาขวัญชัย กิตฺติเมธี ดร. ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปประชุมล่วงหน้าร่วมกับฝ่ายเลขานุการของสมัชชาสงฆ์ในทวีปต่าง ๆ เพื่อหาข้อสรุปประเด็นเกี่ยวกับการประชุม และนำเสนอหลักสูตรพระธรรมทูตสายต่างประเทศเชิงปฏิบัติการ, นำเสนอแผนยุทธศาสตร์สำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตสายต่างประเทศ, นำเสนอการจัดตั้ง องค์กรพระธรรมทูตโลก เพื่อให้มีองค์กรพระธรรมทูตที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายระหว่างต่างประเทศ  ขยายบทบาทพระธรรมทูตในระดับนานาชาติสู่เวทีโลก

วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ภายหลังเสร็จสิ้นศาสนกิจการประชุมพระธรรมทูต ๔ ทวีป ที่ประเทศสิงคโปร์ พระพรหมสิทธิ เป็นผู้แทนมหาเถรสมาคม เดินทางไปมอบคืนคัมภีร์ ณ วาติกัน กรุงโรม ประเทศอิตาลี แต่เมื่อเดินทางไปถึงกรุงโรม กลับถูกมหาเถรสมาคมยกเลิกภารกิจ และให้เปลี่ยนผู้แทนในการส่งมอบคัมภีร์ดังกล่าว ทั้งที่ได้เดินทางถึงกรุงโรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑ พระศรีคุณาภรณ์, พระครูสิริวิหารการ, พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ และนายทวิช สังข์อยู่ เดินทางไปให้ปากคำตามที่มีหมายเรียกพยาน ณ กองบังคับการตํารวจตระเวนชายแดน ถนนพหลโยธิน ตามหมายที่ออกโดยกองบังคับการปราบปราม

การสอบสวนเป็นไปอย่างเคร่งเครียด มีพนักงานสอบสวนสลับกันเข้ามาสอบปากคำ ทุกรูปต่างก็ยืนยันว่า ไม่มีการทอนเงินไปให้ใคร นอกจากใช้จ่ายไปในการทำงานเผยแผ่พระศาสนา และงานอบรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ สำนักงานวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ไม่ใช่หน่วยงานเถื่อน แต่เป็นหน่วยงานเผยแผ่ของคณะสงฆ์ เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่ใช่โครงการที่ตั้งขึ้นมาหลอก ๆ ทำเป็นกระบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อทุจริต โดยที่ไม่มีโครงการจริง ตามที่สร้างข่าวกันขึ้นมา

โครงการดังกล่าว มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช (เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นผู้ลงนามในคำสั่งจัดตั้ง และมหาเถรสมาคมได้มีมติรับรองให้เป็นหน่วยงานของคณะสงฆ์ อีกทั้งมหาเถรสมาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขึ้นมาทำงานคณะหนึ่ง ซึ่งพระพรหมสิทธิเพิ่งเข้ามารับทำหน้าที่เป็นประธานสำนักงานได้เพียง ๒ เดือน กับ ๑๘ วัน เท่านั้น

ท่านเจ้าคุณ พระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี ปญฺญาวํโส) เล่าว่า ในระหว่างการสอบปากคำ ตำรวจจะใช้วิธีคอยสลับกันเข้ามาพูดกดดัน ใช้ถ้อยคำรุนแรง กระแทกกระทั้น เพื่อให้เกิดความโมโห และก่อกวน สอบถามสลับไปมาเพื่อให้เกิดความไขว้เขวต่อคำตอบของตน ด้วยถ้อยคำว่า

          เป็นพระอย่างไรเนี่ย ! วัดนี้ เกมโอเวอร์แล้ว ไม่ต้องหลอกลวงชาวบ้านอีกต่อไปแล้ว 

          พระวัดนี้เลวมาก หยิบเช็คใบไหนขึ้นมาก็ผิดหมด

          พระซื่อบื้ออย่างนี้ โดนเขาหลอกใช้ ต้องจับติดคุกให้หมด 

          พระเลว ๆ อย่างนี้ ต้องจับติดคุกให้หมด

          เป็นพระเป็นเจ้าทำอะไร ทำไมไม่ทำกันตรง ๆ เอาเงินไปให้ใครบ้าง 

แต่ท่านเจ้าคุณศรี ฯ ก็ยืนยันว่า ไม่ได้เอาไปให้ใคร เงินทุกบาทตกเป็นของพระศาสนาทั้งหมด เพราะใช้ไปในการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น มีหลักฐานที่ชี้แจงได้ทั้งสิ้น

เมื่อไม่ได้คำตอบตามที่ต้องการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนัดให้ท่านเจ้าคุณศรีฯ กลับไปนำเอกสารโครงการ พร้อมทั้งหลักฐานการใช้จ่ายเงินประกอบการให้ปากคำ ไปมอบให้ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑ พอถึงวันตามกำหนด ตำรวจหญิงคนดังกล่าว ได้โทรศัพท์มาแจ้งขอยกเลิกว่า ไม่ต้องนำเอกสารหลักฐานไปส่งมอบตามที่นัดกันเอาไว้ โดยระบุว่า นายสั่งให้เลยช่วงวันวิสาขบูชาไปก่อน จึงค่อยดำเนินการต่อ (ซึ่งหากได้มีการส่งมอบเอกสารหลักฐานในวันตามที่กำหนด ก็จะไม่มีเหตุเพียงพอในการออกหมายจับ เหตุเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการขอศาลอออกหมายจับลงวันที่ตรงกับวันที่กำหนดให้ส่งมอบเอกสารหลักฐาน (๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑)

ในส่วนพระครูสิริวิหารการ ถูกแยกสอบสวน อยู่กันคนละห้อง สถานการณ์ไม่ต่างกัน จะมีตำรวจคอยเดินเข้าออก บอกแจ้งข้อมูลกันและกัน ระหว่างแต่ละห้องสอบสวนว่า ข้อมูลห้องนี้ตรงกันหรือไม่ ท่านพระครู ฯ สังเกตว่า มีการโทรศัพท์รายงานใครบางคนอยู่เป็นระยะ

ในระหว่างสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีการพูดยั่วให้โมโห และพูดจาดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยาม ประณาม

ตำรวจนายหนึ่ง พูดกับท่านว่า

          รู้จักแต่อบรมชาวบ้าน แต่ทำชั่วเสียเอง

          ดีแต่อบรมคนอื่น แต่ไม่รู้จักอบรมตัวเอง 

ท่านพระครู ฯ บอกว่า รู้สึกโกรธอย่างแรง งงมาก ความร้อนขึ้นหัว คาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจอกับคำพูดแบบนี้ จึงขอตำรวจ ออกไปเดินปรับอารมณ์สักครู่ แล้วก็ลุกจากเก้าอี้ ออกไปเดินจงกรมกลับไปกลับมาภายในห้องสอบสวนนั่นเอง

ภาพการทำงานในห้วงเวลาต่าง ๆ ที่ผ่านมา ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด ไม่ว่าจะเป็นภาพการอบรมพระภิกษุสามเณรให้เป็นพระวิทยากร ภาพการอบรมเยาวชน ภาพการช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติ และภาพของการเดินทางไปชายแดนภาคใต้ ทำงานร่วมกับพระธรรมทูตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บางรูปถูกระเบิดจนมรณภาพ ขณะออกบิณฑบาต บางรูปไส้ทะลัก บางรูปบาดเจ็บสาหัส บางรูปถูกสะเก็ดระเบิดเจาะผ่านบาตรทะลุหน้าอก บางวัดผู้ก่อการร้ายยิงถล่มวัดแทบพังราบ แต่ก็ยังกัดฟันทนสู้อยู่ด้วยกันอย่างนี้ มันคือ อุดมการณ์อุทิศตนเพื่อพระศาสนาของพระสงฆ์โดยแท้ ที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้ปลูกฝังพระภิกษุสามเณรในพระอารามและต่อทุกรูปที่มาขอโอวาทจากท่านตลอดมา

 “แล้วทำไม ข้าพเจ้าต้องมาเจอคำพูดดูหมิ่น เหยียดหยาม ขนาดนี้”

แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าพนักงานสอบสวนคนหนึ่ง พูดเปรยกับท่านพระครู ฯ ว่า พระอาจารย์อย่าไปฟังนายเขามากเลย เขาคงไปฟังใครพูดอะไรที่ไม่ดีกับพระเอาไว้มาก จึงมาใส่อารมณ์กับพระอาจารย์แทน”

ท่านพระครู ฯ มีความรู้สึกต่อการสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนมีการถามนำให้คล้อยตาม พยายามโน้มน้าว ชักจูง เพื่อให้การซัดทอด ผูกมัดพระพรหมสิทธิว่าเป็นผู้สั่งการ เป็นตัวการใหญ่

เหตุการณ์ในช่วงเช้าของวันนั้น ผ่านไปอย่างลุลักทุเล มันเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ท่านเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า นี่เราอยู่ในบ้านเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนาหรือเปล่า ?

อีกหนึ่งเหตุการณ์ ที่กองบังคับการตํารวจตระเวนชายแดน ในช่วงบ่าย

พระมหาธนเดช ธมฺมปญฺโญ ในฐานะหัวหน้าพระวิทยากรฝ่ายปฏิบัติงาน ได้ยืนยันตามข้อเท็จจริงกับตำรวจว่า เป็นพระวิทยากรฝ่ายปฏิบัติงาน และได้มีการทำงานจริง มีหลักสูตรการฝึกอบรมชัดเจน มีการขยายขอบเขตการทำงานครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ มีหลักฐานปรากฏชัดเจน

 ด้านนายทวิช สังข์อยู่ ถูกแยกสอบอยู่อีกห้องหนึ่ง นายทวิชเล่าว่า ในระหว่างสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสอบถามว่า ได้นำเงินกลับไปให้เจ้าคุณเทอด (พระราชกิจจาภรณ์) หรือไม่ ซึ่งทวิชยืนยันว่า ทางวัดนำเงินไปทำงาน ไม่ได้เอาเงินไปเป็นส่วนตัวของใคร เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้คำตอบตามที่ต้องการ จึงนำตัวนายทวิชขึ้นรถขับออกจากกองบังคับการตํารวจตระเวนชายแดน ไปสอบต่อยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นนายทวิชจำไม่ได้ว่า เป็นสถานที่ใด แต่มารู้ทีหลังว่า เป็นกองบังคับการปราบปราม

 ตำรวจได้ขับรถวิ่งวกไปวนมาตามถนนสายต่าง ๆ อยู่นาน โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรถ ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดคั้นนายทวิชให้บอกตำแหน่งคอนโดที่ใช้เก็บเงินให้พระ ทั้งขู่ทั้งปลอบเพื่อให้นายทวิชซัดทอดไปยังพระพรหมสิทธิกับพระราชกิจจาภรณ์ แต่นายทวิชก็ยังยืนยันคำเดิมว่า ทางวัดนำเงินไปใช้ทำงานจริง ตามที่เคยปฏิบัติงานมานับ ๑๐ ปี ไม่ได้มีเงินทอนกลับไปให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือนำไปเป็นส่วนตัวของพระแต่อย่างใด ไม่มีคอนโดสำหรับเก็บเงินทอนวัด และไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการเพื่อทำพาสปอร์ตจากพระธรรมทูตสายต่างประเทศ จำนวน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท ตามที่มีการปล่อยข่าวออกมาก่อนหน้านี้

นายทวิชให้การว่า เนื่องจากพระผู้ใหญ่ไปธนาคารไม่สะดวก ท่านก็ใช้ฆราวาสไปธนาคารแทน เพื่อเบิกถอนและโอนเงินไปให้พระวิทยากรที่ทำงานอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นปกติของวัดทั่วไปที่ต้องใช้ฆราวาสไปทำการแทนที่ธนาคาร

หลักฐานรายการเบิกจ่ายเงินไปให้วัด ให้พระสงฆ์ และบุคคลต่าง ๆ ก็มีครบทุกอย่าง ส่วนบางรายการ ก็เป็นเพียงเงินสำรองจ่าย ในกรณีเร่งด่วน สืบเนื่องจากประธานสำนักงาน ฯ ไม่อยู่ ก็จะเบิกเงินไว้สำรองจ่าย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องการบริหารงานตามปกติของพระสงฆ์ ไม่ใช่เรื่องของการยักยอกแต่อย่างใด

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ข้อมูลว่า มีการทอนเงินไปให้ใคร หรือเก็บเงินไว้ที่ไหน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงปล่อยตัวนายทวิชกลับ และนัดให้นายทวิชนำเอกสารหลักฐานการใช้จ่ายเงินตามรายการของทางวัดมามอบให้ ในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้รอรับเอกสารหลักฐานตามวันนัดดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากมีการเข้าจับกุมก่อนที่จะมีการส่งมอบเอกสารเพียง ๑ วัน เท่านั้น ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ให้มีการส่งมอบเอกสารหลักฐานในวันดังกล่าว ก็ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะออกหมายจับ)

ได้รับคำบอกเล่าจากนายทวิชว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสลับหน้ากันเข้ามาสอบปากคำ ทั้งแสดงวิธียั่วโมโห ทั้งพูดหว่านล้อม ข่มขู่ บีบคั้น กดดัน เพื่อให้ซัดทอดว่าได้นำเงินกลับไปให้พระพรหมสิทธิกับพระราชกิจจาภรณ์ แต่นายทวิชไม่ยอมรับ ยังยืนยันคำเดิม เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วมจึงสั่งลูกน้องว่า “ถ้ามันไม่ยอม งั้นก็เอามันไปกับพระด้วย”

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ หลังจากพระราชอุปเสณาภรณ์ และพระราชกิจจาภรณ์ นำหลักฐานการทำงานไปหารือกับอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งตามคำแนะนำของพี่สาวผู้มีความคุ้นเคยดุจญาติเพื่อหาแนวทางในการต่อสู้ หากถูกกล่าวหาในคดีเงินทอนวัดตามที่เป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนั้น

ต่อมา อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้ร่างหนังสือถึงพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และให้พี่สาวผู้มีความคุ้นเคยดุจญาตินำมาให้พระราชกิจจาภรณ์เพื่อลงนาม โดยอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะเป็นผู้นำหนังสือไปยื่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากพระพรหมสิทธิได้รับการยืนยันจากนายตำรวจยศพลตำรวจโทนายหนึ่ง โดยการประสานของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ให้การรับรองว่า เกี่ยวกับคดีเงินทอนวัดตามที่เป็นข่าวนั้น เป็นกรณีของวัดอื่น ไม่มีวัดสระเกศหรือวัดสำคัญในกรุงเทพมหานครเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงไม่มีการลงนามและไม่ได้มีการยื่นหนังสือฉบับดังกล่าวแต่อย่างใด

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ พระราชกิจจาภรณ์ โรคเก่ากำเริบ ทั้งสภาพร่างกายก็อ่อนเพลีย เนื่องจากตลอดระยะหลายเดือนมาแล้ว ต้องเร่งรวบรวมข้อมูลการทำงานจากหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ รวบรวมให้เป็นระบบ เพื่อให้พระวิทยากรแต่ละรูปเตรียมการไว้ชี้แจง มีเวลาพักผ่อนน้อย ทำให้ไม่สบาย จึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ประกอบกับเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำพยานจนได้ข้อมูลเอกสารหลักฐานที่มาที่ไปของสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ชัดเจนครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้ง ป.ป.ช. ก็ได้ไปให้ถ้อยคำเอาไว้ด้วยแล้ว ต่อมา ยังได้รับคำยืนยันจากบุคคลสำคัญว่า วัดสระเกศไม่มีชื่อในคดีเงินทอนวัด เป็นเพียงการปล่อยข่าวทางสื่อมุ่งให้วัดสระเกศได้รับความเสียหายเท่านั้น พระราชกิจจาภรณ์เห็นว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้วจึงไปพบหมอกับพระครูอมรโฆสิต (ปรีชา สาเส็ง)

วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์แจ้งพระศรีคุณาภรณ์ว่า ไม่ต้องนำเอกสารหลักฐานมามอบให้ตามที่นัดไว้แล้ว ผู้ใหญ่แจ้งว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเทศกาลวันวิสาขบูชา ให้เลื่อนการสอบปากคำพระภิกษุออกไปก่อน ท่านจะได้ทำกิจสงฆ์ และในระหว่างนี้ จะยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ หากมีความคืบหน้าอย่างไร จะแจ้งให้ทราบ

โดยพระทั้งหมด ไม่ได้เฉลียวใจว่า การที่ตำรวจโทรศัพท์มาแจ้งเลื่อนไม่รับเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในวันดังกล่าว จะเป็นวันเดียวกันกับการออกหมายจับ ในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ซึ่งเป็นไปได้ว่า ตำรวจย่อมรู้ดีว่า หากรับเอกสารหลักฐานเข้าไปประกอบในสำนวน จะแสดงว่า มีหลักฐานเพียงพอ สามารถหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ก็จะไม่มีเหตุอันควรที่ศาลจะอนุญาตให้ออกหมายจับได้

วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เช้าตรู่ของวันดังกล่าว ตำรวจหลายร้อยนาย ทั้งในและนอกเครื่องแบบ  เข้าปิดล้อมวัดสัมพันธวงศ์ วัดสามพระยา และวัดสระเกศ

 นายทวิช สังข์อยู่ เล่าว่า คืนวันนั้น นอนที่วัด เนื่องจากต้องจัดเตรียมเอกสารเพื่อนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เอกสารทุกอย่างจัดเตรียมพร้อมไว้แล้ว ถูกวางไว้บนโต๊ะ รอเพียงเวลาที่จะส่งมอบตามที่นัดไว้เท่านั้น

 นายทวิชเล่าว่า ในคืนวันนั้น ได้มีบุคคลที่ไม่แสดงตนนำโดรนขึ้นบินสังเกตการณ์ภายในบริเวณวัดสระเกศตลอดทั้งคืน

 รุ่งเช้า ตำรวจก็มาเต็มวัด ได้ยึดเอกสารทั้งหมดไป (ทราบภายหลังว่า เอกสารเหล่านี้ ไม่ได้ถูกนำเข้าสู่สำนวนของการสอบสวน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพยานเอกสารหลักฐาน จึงไม่ปรากฏพยานเอกสารเหล่านี้ในชั้นศาล)

เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเชิญตัวนายทวิชจากห้องภายในสำนักงานฯ ให้ออกไปยืนอยู่ตรงบริเวณประตูด้านหลังวัด จากนั้นได้ทำการบันทึกภาพ แล้วอ่านหมายจับ มาทราบภายหลังจากบันทึกการจับกุมในสำนวนคำสั่งฟ้อง ว่า จับกุมได้ขณะกำลังจะหลบหนีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อ่านหมายจับภายในห้องสำนักงาน แต่เชิญตัวนายทวิชให้ออกจากห้องภายในสำนักงานฯ ไปยืนอ่านหมายจับอยู่ตรงบริเวณประตูด้านหลังวัด อาจเป็นไปได้ว่า เป็นการวางแผนเพื่อให้พฤติการณ์แห่งคดีดูร้ายแรงตามข้อกล่าวหา ซึ่งจะให้มีเหตุในการคัดค้านการประกันตัวสมจริง

ในระหว่างนั้น มีตำรวจคนหนึ่งพยายามเอาสูทมาใส่ให้ แต่นายทวิชไม่ยอมใส่ เกรงว่า อาจจะถูกจัดฉาก สร้างภาพ เพื่อทำให้ดูเหมือนว่า นายทวิชไม่ใช่เด็กวัดธรรมดา แต่เป็นคนมีเงิน มีคอนโดหรูเป็นที่อยู่ จนเกินความเป็นเด็กวัด จึงพยายามบังคับให้นายทวิชใส่สูท

ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท พยาบาลแจ้งเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาพบ ขณะนั้น หมอกำลังตรวจระบบหัวใจ โดยใช้เครื่องติดตามการเต้นของหัวใจ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบเข้ามาภายในห้องคนไข้ แจ้งว่ามีหมายจับและอ่านหมายจับให้ฟัง พร้อมกับบอกว่า ตอนนี้ พระรูปอื่น ๆ จากวัดสระเกศไปรออยู่ที่กองปราบ ฯ แล้ว หากไปช้าเกรงจะไม่ทันกัน

จากนั้น ตำรวจขอถ่ายรูป โดยบอกว่า จะต้องส่งงาน เขาจัดเก้าอี้ให้ท่านเจ้าคุณ ฯ นั่ง ให้ตำรวจนั่ง เรียงเป็นแถวด้านหน้า ขณะถ่ายรูป ตำรวจทุกนายยกหน้าอกขึ้น และขาน พร้อมกันว่า “อึบ”

 จากนั้น มีตำรวจคนหนึ่ง น่าจะเป็นหัวหน้าชุด ได้เรียกตำรวจคนอื่นให้หันกลับมา แล้วบอกว่า พวกเรามากราบขอขมาท่านก่อน ค่อยนิมนต์ท่านไปรวมกับพระรูปอื่นที่กองปราบ ฯ ระหว่างนั่งรถไปกองปราบ ฯ ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงสาเหตุของการจับกุมพระในครั้งนี้ ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า นายสั่ง ตอนรับภารกิจก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เป็นใคร นอกจากนาย จนพบเป้าหมายแล้ว จึงรู้ว่าเป็นภารกิจจับกุมพระสงฆ์ (ซึ่งท่านเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ให้ลูกศิษย์บันทึกเสียงการสนทนาไว้ตลอดทาง และมีพระผู้เฝ้าไข้ติดตามไปในรถนั้นด้วย)

 ที่กองบังคับการปราบปราม สังเกตดูสภาพโดยรอบ เหมือนมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วเป็นการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ในห้องสอบสวน มีโต๊ะหน้าขาวตั้งไว้ มีชื่อวัดเขียนกำกับไว้บนโต๊ะแต่ละตัวว่า วัดสัมพันธวงศ์ วัดสามพระยา วัดสระเกศ โต๊ะไหนให้พระวัดใดนั่ง เป็นโต๊ะสำหรับพิมพ์ลายนิ้วมือประวัติอาชญากร

 ชวนให้คิดว่า ใครเป็นผู้วางแผนการนี้ ใครเป็นผู้สั่งการ เตรียมการกันมานานแค่ไหน ทั้งหมดเพื่อวัตถุประสงค์ใด มีตำรวจหญิงคนหนึ่ง ตัดผมสั้น ถือกล้องถ่ายรูป เดินไปเดินมา จะจับตัวชิดเข้ากับผนัง เพื่อถ่ายรูป ท่านเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์จึงโบกมือห้ามไม่ให้แตะต้องตัวเรา ตอนแรกเหมือนจะมีการจัดแถลงข่าวการจับกุม แต่แล้วก็มีคำสั่งให้ยกเลิกการแถลงข่าว

ภายหลังจากทำประวัติอาชญากรเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวพระภิกษุผู้ต้องหาทั้ง ๕ รูป เดินทางไปขออำนาจศาลเพื่อฝากขัง

ขณะออกจากกองปราบ ฯ พระทั้งหมดถูกจัดให้เดินตามช่องทางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนกั้นเป็นแนว โดยให้สื่อมวลชนทุกสำนักยืนอยู่สองฝั่ง สามารถถ่ายรูปไปทำข่าวได้ถนัด

แสดงว่า ต้องการให้ข่าวการจับกุมพระภิกษุเกี่ยวกับเงินทอนวัดในครั้งนี้ เป็นข่าวใหญ่ แพร่กระจายไปในหมู่ประชาชนให้ได้มาก เพื่อใช้ข่าวยืนยันว่า คดีเงินทอนวัด มีพระผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำเป็นกระบวนการ  แบ่งหน้าที่กันทำ เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จึงคัดค้านการประกันตัว เกรงจะหลบหนี

เมื่อไปถึงศาล ก็พบว่า มีการจัดเตรียมผ้าขาว รองเท้าแตะ และเขียนชื่อของพระแต่ละรูปเอาไว้แต่ละถุง

แสดงว่า ในวันนั้น มีผู้รู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วว่า ศาลจะไม่ให้ประกันตัว จึงมีการจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ เอาไว้ล่วงหน้า แล้วใครเป็นผู้วางแผน ? ใครเป็นผู้จัดฉาก ? ใครเป็นผู้สั่งการ ? และได้เตรียมการกันมานานแค่ไหนแล้ว ?

ขณะอยู่ในศาล ท่านเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ได้ขอแถลงต่อศาล เพื่อให้ศาลได้เข้าใจถึงบริบทการทำงานของคณะสงฆ์ว่า มีความเป็นมาอย่างไร เงินทั้งหมดถูกใช้จ่ายทำอะไรไปบ้าง ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนนำมาสู่การถูกฟ้องเป็นคดี

ก่อนที่ศาลจะพิจารณาเป็นประการใด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงขอให้ศาลมีการตรวจสอบหลักฐานอย่างรอบด้าน ในกรณีของพระสงฆ์ที่จะต้องถูกพรากผ้ากาสาวพัสตร์ ยิ่งต้องพิจารณาอย่างละเอียด มีข้อมูลให้รอบด้าน เพราะความเป็นพระภิกษุ เมื่อถูกพรากผ้ากาสาวพัสตร์ไปแล้ว ไม่อาจหวนกลับคืน ไม่ต่างจากการถูกตัดหัวประหารชีวิต ให้ตายจากความเป็นพระภิกษุ มิใช่แค่การที่พระสงฆ์จะไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น แต่จะเป็นการสร้างรอยด่างให้เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนา ให้กลายเป็นมลทินติดอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ จนไม่อาจลบออกไปจากหัวใจชาวพุทธได้

ปรากฏว่า จากถ้อยแถลงต่อศาลของท่านเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์นั้น ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว  โดยศาลได้ให้เหตุผลในการขอฝากขังของตำรวจว่า เป็นพฤติการณ์ที่มีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา กระทบกระเทือนต่อศรัทธาความเลื่อมใสของชาวพุทธ ขอให้ไปต่อสู้ในชั้นพิจารณาเอาเอง

หลวงพ่อพระพรหมดิลกพูดติดตลกกับพระราชกิจจาภรณ์ว่า เพราะแกพูดมาก ศาลจึงไม่ให้ปะกันตัว

นั่นคือเหตุผล ที่พระทั้งหมดถูกถอดจีวรและถูกนำตัวเข้าสู่เรือนจำ โดยในขณะนั้น ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า ชั้นพิจารณาคืออะไร

แม้คุณจอย (คุณจิดาภา นารายณ์ทอง) คุณฝุ่น (คุณภาวินี ชนะพันธุ์) คุณนาง (คุณกุลนิดา ประชากุล) คุณรุ่ง (คุณรุ่งนภา ปัญญาวรากร) คุณวิไล (คุณวิไล พัชโชค) คุณสมชัย (คุณสมชัย ธนสารศิลป์) คุณมนต์ชัย (คุณมนต์ชัย เอี่ยมรัตนโชติกุล) คุณป้าแอ๊ด (คุณศรีนภา สุวรรณธารารังษี) คุณป้าอู้ด (คุณสมจิตร วงศ์อนุสรณ์) คุณหลี่ถง เหล่าซือ และคุณพหล (นายพหล วรปัญญา) จะพยายามทำเรื่องประกันตัว เพื่อจะได้รวบรวมเอกสาร พยาน หลักฐานต่าง ๆ เตรียมไว้ต่อสู้ในชั้นศาล แต่ก็ไม่เป็นผล จนวันนั้น เวลาได้ล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่ม

ในระหว่างนั่งรอถูกนำตัวเข้าสู่เรือนจำ มีบุคคลผู้ทำงานอยู่ในกระบวนการยุติธรรมคนหนึ่ง เข้ามานั่งลงตรงเก้าอี้ข้าง ๆ พร้อมกับให้แนะนำว่า

     สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ เขาต้องมีหลักฐานแน่นหนา จึงเป็นข่าวใหญ่โตอย่างนี้ หากสู้ไม่ได้ ก็ให้รับสารภาพ โทษจะได้เบาบางลง

ในขณะนั้น ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คนหนึ่ง ซึ่งประจำอยู่ที่ศาล บอกกันว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ที่จะมีพระผู้ใหญ่มารวมกันอยู่ในสถานที่อย่างนี้ จึงร้องเรียกกันให้มากราบขอขมา และจัดน้ำถวาย

จากนั้น จึงกราบนิมนต์ให้ทุกรูปเปลื้องจีวรออก ใส่ชุดขาวปฏิบัติธรรมที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเอาไว้

ขณะผ้ากาสาวพัสตร์ถูกเปลื้องออกจากกายทีละผืน เหมือนฟ้าจะโศกสลด สะเทือนใจ ต่อการกระทำอันอยุติธรรมเช่นนี้ จึงร้องสะเทือนเลื่อนลั่น สนั่นหวั่นไหว พายุก็โหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก เหมือนฟ้าถล่ม น่าขนพองสยองเกล้า ยิ่งนัก

ในวันนั้น ท่านเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ได้เอ่ยปากขอเจ้าหน้าที่เพื่ออนุญาตให้นำจีวร อังสะ สบง หรือสังฆาฏิผืนใดผืนหนึ่ง เข้าไปในเรือนจำด้วย จะได้วางไว้กราบยามนอน

 แต่นายฐิติพันธุ์ มนูจันทรัถ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ซึ่งปฏิบัติงานในวันดังกล่าวไม่อนุญาต บอกว่า ไม่สามารถนำของสิ่งใดเข้าไปได้ เพราะผิดระเบียบของเรือนจำ

นั่นเป็นการเจรจาสุดท้ายที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์

ก่อนถูกนำตัวขึ้นรถผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำ ชั่วขณะหนึ่งของความคิดมีเสียงตักเตือนผุดขึ้นมาในหัวว่า เอกสารเป็นหลักฐานสำคัญในการต่อสู้  ระวังเอกสารจะถูกทำลาย ต้องรักษาเอกสาร จึงสั่งเป็นความนัยไปแจ้งแก่พระมหาวัฒนา ปุญญวฑฺฒโนและพระมหาปฐมพงษ์ ญาณวํโส ว่า เอกสารที่รวบรวมเอาไว้คือชีวิตของอาจารย์  อาจารย์จะรอดหรือไม่รอดอยู่ที่เอกสาร ให้ช่วยกันรักษาเอกสารเท่ากับรักษาชีวิตของตนเอง

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า ทั้งพระมหาวัฒนา ปุญญวฑฺฒโน และพระมหาปฐมพงษ์ ญาณวํโส ต้องขนมวลสรรพเอกสารหลักฐานที่สำคัญต่อรูปคดีหลบหนีออกจากสำนักงานกระจายกันไปเก็บซ่อนไว้ตามสถานที่ต่างๆ โดยประการที่หากเอกสารจากสถานที่หนึ่งถูกทำลายก็สามารถนำจากอีกสถานที่หนึ่งมาใช้ในการต่อสู้ได้

 ขณะนำตัวจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ไปสู่เรือนจำ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มีการใส่กุญแจมือหรือโซ่ตรวนที่ข้อเท้าแต่อย่างใด ยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพจากเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นอย่างดี

ขณะมองลอดลูกกรงรถผู้ต้องขังที่กำลังเคลื่อนตัวออกจากศาล เห็นญาติโยมยืนกุมหน้าร้องไห้ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องอยู่คร่ำครืน สายฝนโปรยลงมาอย่างหนัก (ทราบภายหลังว่า วันนั้น ฝนตกอย่างหนักเฉพาะบริเวณศาล เท่านั้น)

 ให้นำผ้าไตรชุด(นี้) ไปวางไว้หน้าเตียงนอนหลวงพ่อสมเด็จ ฯ พระอุปัชฌาย์ ผู้เลิศคุณ ผู้ให้ภิกษุภาวะผม ดำรงอยู่สืบมา ฯ

พระราชกิจจาภรณ์ (เจ้าคุณเทอด) บันทึกเมื่อ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

ผ้าไตรนี้ พระอุปัชฌาย์เป็นผู้มอบให้ท่ามกลางหัตถบาสแห่่งสงฆ์ในมณฑลแห่งการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ต้องนำกลับไปถวายพระอุปัชฌาย์ ท่านเจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์จึงได้เขียนข้อความลงบนถุงกระดาษที่เจ้าหน้าที่ใส่ผ้าขาวมาให้เปลี่ยน และพับจีวรใส่แทน แจ้งคุณพหล วรปัญญา ให้นำไปมอบให้พระครูอมรโฆสิต (ปรีชา สาเส็ง) เพื่อวางไว้หน้าเตียงนอนหลวงพ่อสมเด็จ ฯ ภายในคณะ ๕ วัดสระเกศ

ในความเป็นไปตลอดทั้งวัน มีชายลึกลับสองคน ตัดผมสั้นสามด้าน รูปร่างได้สัดส่วนดี แต่งตัวทะมัดทะแมง เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน คอยตามถ่ายรูปอยู่ตลอด สังเกตเห็นนั่งปะปนอยู่กับกลุ่มทนายตั้งแต่อยู่ในศาล ตอนแรกเข้าใจว่า เป็นทีมทนาย แต่มาเอะใจเอาตอนที่เขาตามมาถ่ายรูปถึงเรือนจำ ชายลึกลับสองคนนี้เป็นใคร ใครเป็นผู้ให้คอยตามถ่ายรูป และถ่ายไปรายงานใคร ชวนคิดยิ่งนัก

ทั้งสองคนตามถ่ายรูปไป จนมั่นใจว่า พระภิกษุทุกรูปถูกส่งตัวเข้าเรือนจำแล้ว จึงหายไป

 ดึกมากแล้ว เวลาจะล่วงเลยไปนานแค่ไหน ก็ไม่อาจรู้ได้ เหลือบมองพระภิกษุผู้ชราในสภาพนักโทษ ดูสีหน้าอิดโรย ก็อดเวทนาไม่ได้ มองดูพระรูปอื่น ๆ ก็ให้สงสารจับใจ ครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็เรียกไปถ่ายภาพเพื่อบันทึกรูปพรรณสัณฐาน แล้วนำไปตรวจสภาพร่างกายที่สถานพยาบาลภายในเรือนจำ เพื่อให้แน่ชัดว่า ไม่มีร่องรอยของการทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คนหนึ่งได้นำโอวัลตินอุ่น ๆ มาถวายรูปละแก้ว

พอฉันเสร็จ ก็ถูกนำตัวเข้าสู่ห้องขังแดนแรกรับ สังเกตว่า มีนักโทษนอนอยู่แล้วจำนวนมาก

สิ้นเสียงเจ้าหน้าที่ปิดประตูห้องขังปึงปัง ทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบงัน มีเพียงเสียงถกเถียงกันในหัวเท่านั้น ที่ยังดังก้องอยู่

 ขณะสายตามองผ่านลูกกรงเหล็กไกลออกไปในความเวิ้งว้าง มืดมน ภายในสมองเต็มไปด้วยความครุ่นคิด “เรามาอยู่ในคุกได้อย่างไร มันเป็นความจริงหรือฝันไป” แต่แล้วก็ผล็อยหลับไป เพราะสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน ฯ

      – ห่างไกล แต่ก็ใกล้ เพราะใจไม่ไร้ซึ่งอิสรภาพ

      – ไร้ซึ่งจีวร แต่ก็มีจีวร เพราะจีวรห่มอยู่ที่ใจ

      – ไร้ความสงบ แต่ก็มีความสงบ เพราะความสงบอยู่ลึกลงไป

      – วุ่นวาย แต่ก็ไร้ความวุ่นวาย เพราะความวุ่นวายถูกปล่อยวาง

      – เกลื่อนกล่นด้วยผู้มากทุกข์ แต่ก็มีพื้นที่ให้สุขแทรก เพราะความสุขแทรกอยู่ทุกลมหายใจ

      – ไร้รอยเท้า แต่ก็มีรอยเท้า เพราะรอยเท้าถูกประทับไว้เหนือกาลเวลา

      – ไร้ความยุติธรรม แต่ก็มีความยุติธรรม เพราะความเป็นธรรมยังรอการชำระล้าง

      – มีลูกกรง แต่ก็ไร้ซึ่งลูกกรง เพราะลูกกรงมิอาจกักขังปัญญา ฯ

               แม้ถูกคุมขังแต่ใจก็ยังมีอิสรภาพที่จะคิดที่จะเขียน”

 พระราชกิจจาภรณ์(เจ้าคุณเทอด)  บันทึกเมื่อ ณ วันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗ ตรงกับวันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

  เราต้องถือเอาพระพิมลธรรม (อาจ อาสภมหาเถร) เป็นแนวทาง หลวงพ่อต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเอาไว้ ต้องเป็นหลักให้กับพวกผมได้มีกำลังใจที่จะต่อสู้ เพื่อนำความเป็นธรรมกลับคืนสู่พระศาสนา ลมหายใจเป็นสิ่งมีค่า เราจะได้รับอิสรภาพ ก็ต่อเมื่อเรายังมีลมหายใจ เราต้องรักษาลมหายใจเอาไว้ ลมหายใจจะทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป ลมหายใจจะยังทำให้เรามีความหวัง ลมหายใจจะทำให้เรายังได้ต่อสู้ เมื่อยังมีลมหายใจ เราก็ยังมีวันของชัยชนะ เราจะสู้ไม่หยุดจนกว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ เมื่อมีคนขีดเส้นทางให้เดิน ยังไปไม่ถึงปลายทาง ก็ยังพิสูจน์ความถูกผิดไม่ได้ เมื่อยังมีลมหายใจอยู่ เราจะพิสูจน์มัน หลวงพ่อต้องรักษาสุขภาพ เพื่อจะได้เป็นหลักให้พวกผมได้ต่อสู้ วันนี้ คุณค่าชีวิตเรา อยู่ที่การยังมีลมหายใจ ต่อให้เลวร้ายแค่ไหน เราก็จะไปกันจนถึงปลายทาง ฯ

นั่นคือ คำพูดแรกของเช้าวันแรก ที่พูดกับหลวงพ่อพระพรหมดิลก(เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.๙) ขณะฉันอาหารมื้อแรกในเรือนจำ

 ในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์พระเถระ ๗ รูป ประกอบด้วย พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศาราม พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) และ พระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อตฺตคุตฺโต) วัดสามพระยา วรวิหาร พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม ญาณวฑฺฒโน) พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) และพระศรีคุณาภรณ์ (บุญทวี ปญฺญาวํโส) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ประกาศเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๑๕ ข เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ลงนามรับสนองพระราชโองการ โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ยกเว้นพระครูสิริวิหารการ (สมจิตร จิตฺตธมฺโม) ไม่ปรากฏรายชื่อถูกถอดสมณศักดิ์)

 ต่อมา พระพรหมสิทธิ ได้ติดต่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผ่านทนายณัฐวุฒิ ชิณวงศ์ (ทนายดอน)  ได้ทราบจากพระพรหมสิทธิว่า ในวันดังกล่าว พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลตำรวจโท ฐิติราช หนองหาญพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยนายตำรวจอีกจำนวนมาก มารับตัวท่านภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

ในบันทึกการจับกุมอยู่ในสำนวนของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ยังได้ปรากฏชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมรับตัวพระพรหมสิทธิ ดังนี้ พลตำรวจเอก เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา, พลตำรวจเอก อภิชาติ ศิริสิทธิ์, พลตำรวจตรี ประเสริฐ พัฒนาดี, พลตำรวจตรี สุทิน ทรัพย์พ่วง, พลตำรวจตรี ไมตรี ฉิมเฉิด,  พันตำรวจเอก สันติ ชัยนิรามัย, พันตำรวจเอก จิรภพ ภูริเดช และว่าที่ พันตำรวจเอก ธงชัย อยู่เกษ เป็นต้น

 วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ พระราชอุปเสณาภรณ์ (สังคม) ได้ให้คุณพหล วรปัญญา และทนายณัฐวุฒิ ชิณวงศ์ (ทนายดอน) ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสอบถามว่า ท่านมีหมายจับหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า ท่านมีหมายจับ จึงเดินทางเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองบังคับการปราบปราม

หลังกำแพงสูง ล้อมรอบด้วยม้วนลวดหนาม สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ ก็คือสิ่งที่ทำไปแล้วเมื่อวานนี้ และมันจะวนกลับมาซ้ำ ๆ เช่นนี้อีก ในวันต่อ ๆ ไป

แต่สิ่งที่ต้องรักษาไว้ คือ ลมหายใจ เพื่อรอดูจนวันสุดท้ายที่จะมาถึง

บันทึกจากบางช่วงชีวิต นับแต่วันที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ วันนี้ผ่านมาแล้ว ๑ ปี นับโดยเดือนได้ ๑๒  เดือน นับโดยวันได้ ๓๖๕ วัน ฯ

Share:

Leave a Reply